ใครจะเชื่อล่ะครับว่าเจ้ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เพื่อนกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้ถูกออกแบบโดยสัตวแพทย์ ที่ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและช่วงวันหยุดไปกับการสร้างเจ้านี่ขึ้นมาด้วยตัวเองแทบทั้งหมด จนเกิดเป็นเจ้า “ExoDyne” คันนี้ Alan Cross ชายชาวแอทแลนต้า ผู้มีอาชีพหลักเป็นสัตวแพทย์และมีเวลาว่างเป็นวิศวกร (จบปริญญาทั้งสองสาขา) ได้ใช้เวลากว่า 9 เดือนเพืื่อดำเนินโปรเจ็กต์เจ้า ExoDyne โดยทุกชิ้นส่วนของตัวรถคันนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยมือของเค้าแทบทั้งหมด ตั้งแต่เฟรมถัก, แผงคอคาร์บอน, และชุดแบตเตอร์รี่ ลิเทียม-ไอออน ขนาดความจุ 100 แอมป์ ซึ่งน่าเสียดายที่ถึงแม่้ว่ามันจะมีน้ำหนักติดตัวเพียง 112 กิโลกัรม แต่มันสามารถขับได้แค่เพียง 32 กิโลเมตรเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆนั้นเป็นการผสมผสานจากชิ้นส่วนของแต่งที่เค้าพอจะหาได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชุดโช้กหน้าหัวกลับจาก Suzuki RMZ250, สวิงอาร์มจาก Suzuki RM125, และแบตเตอรี่จาก EnerTrac ขนาด 11 กิโลวัตต์ ซึ่งมันสามารถทำสปีดสูงสุดได้สูงถึง 60 ไมล์/ชั่วโมง หรือเกือบๆ 96 กิโลเมตร/ชั่วโมงเลยทีเดียว อ่านข่าวสาร มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพิ่มเติมที่ได้ที่นี่ เพื่อนๆ…
Author: admin
อย่างที่เราทราบกันดีว่าในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลก MotoGP นั้นเป็นการแข่งขันที่รวบรวมเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดของรถจักรยานยนต์เอาไว้แทบทุกชิ้นส่วนของตัวรถ ซึ่งใน 2-3 ปีที่ผ่านมาทางผู้ผลิตหรือทีมแข่งต่างๆก็ได้มีใช้ชิ้นส่วนแปลกๆมากมาย โดยเฉาะอย่างยิ่งกับการติดตั้งปีกให้กับตัวรถในปี 2016 ก่อนที่จะกลายมาเป็นชุดแฟริ่งมีครีบในปี 2017 เนื่องด้วยกฎความปลอดภัยที่ถูกเพิ่มเข้ามา และล่าสุดเราก็ได้เห็นเทคโนโลยีใหม่อีกครั้งซึ่งเราเชื่อว่าในไม่ช้าเราอาจจะเห็นมันติดตั้งมากับรถโปรดักชั่นไบค์สุดหรูซักคันในเร็วๆนี้แน่ กับ “ชุดโช้กหน้าที่มาพร้อมกับกระบอกโช้กคาร์บอน” ซึ่งมันได้โผล่ออกมาให้เห็นกันแบบเงียบๆในตัวแข่ง Desmosedici GP17 ของ Ducati ตั้งแต่สนามแรกของปี โดยในส่วนของข้อมูลเชิงเปรียบเทียบตัวเลขนั้นยังไม่ได้มีการเปิดเผยไว้ว่าเจ้าชุดโช้กใหม่นี้มีความดีความชอบสูงขึ้นกว่าแบบกระบอกอลูมิเนียมกี่เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งก็เป็นปกติอยู่แล้วสำหรับเรื่องแบบนี้ในการแข่งขัน MotoGP) แต่จากคำเกริ่นของทั้งทาง Ohlins และวงในของการแข่งขันนี้ได้กล่าวเอาไว้ว่า ด้วยคุณสมบัติในเรื่องของความแข็งที่ได้จากวัสดุคาร์บอนนั้น ทำให้การบิดตัวของโช้กทั้งขณะเลี้ยวและขณะเบรกก่อนเข้าโค้งนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด (จากภาพที่เราแนบมาจะเห็นได้ว่าในขณะเบรก ถ้าหากเป็นโช้กอลูมิเนียมของเดิมนั้น ตัวโช้กจะงอเข้าหาตัวรถจนล้อถอยเข้ามาถึง 10 มิลลิเมตรเลยทีเดียว เนื่องจากแรงกระทำที่สวนทางกันระหว่างตัวรถกับแรงเบรกของล้อหน้า ส่วนระยะที่ร่นเข้ามาหลังจากใช้กระบอกโช้กแบบคาร์บอนลดลงมาจากเดิมเท่าไหร่นั้น ไม่ได้ระบุไว้ แต่คาดว่าช่วยได้ไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิเมตรแน่นอน) นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงความทนทาน จากการทดสอบทั้งในการใช้งานจริงและในห้องแล็ป ทาง Ohlins ก็ได้ระบุไว้ว่ามันสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่ากระบอกโช้กอลูมิเนียมถึง 5 เท่า โดยที่การเพิ่มความแข็งแรงในส่วนนี้นั้นไม่ได้ทำให้น้ำหนักของชุดระบบกันสะเทือนด้านหน้านี้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย แถมที่จริงยังทำให้น้ำหนักลดลงไปได้ถึง 500…
หลังเหตุการณ์ประสบอุบัติเหตุขณะซ้อมขับขี่แนวเอนดูโร่ของ Valentino Rossi เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทำให้ดูเหมือนว่าในตอนนี้ “หมอ” น่าจะหมดลุ้นแชมป์ของการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2017 เป็นที่แน่นอนแล้ว เนื่องจากไม่สามารถลงแข่งขันได้อย่างน้อย 2 สนาม จากการที่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้นกว่าเดือน อย่างไรก็ตามด้วยสปิริตนักสู้ของ VR46 ทำให้เค้าประกาศว่ามันจะไม่นานขนาดนั้นอย่างแน่นอน เพราะเค้าต้องการที่จะกลับมาแข่งอีกครั้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็ในสนามเอรากอน ประเทศสเปน ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน หรืออีก 12 วันนับจากนี้ ซึ่งดูจะขัดกับความเป็นจริงที่ว่าเค้าต้องใช้เวลาพักอีก 20-30 วันถึงจะพร้อมทำการแข่งขันอีกครั้งตามคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยสิ่งที่ยังเป็นปัญหาในตอนนี้ของทีม Yamaha ก็คือยังไม่มีคำตอบเป็นที่แน่นอนว่าจะให้ใครมาทำหน้าที่เก็บแต้มให้กับทีมแข่งในสนามที่ประเทศสเปน ซึ่งทาง Lin Javis ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเค้ามีนักบิดในสังกัดให้เลือกทำหน้าที่นี้อยู่ 4 คนด้วยกัน ได้แก่ Kohta Nozane, Katsuyuki Nakasuga สองนักบิดที่มีประสบการณ์สูงจากการเป็นนักขับทดสอบให้กับพวกเค้ามาโดยตลอด และ Alex Lowes,…
จะให้ใช้คำว่ามาเหนือกว่าชาวบ้านก็คงไม่ผิดอะไร สำหรับทีมแข่ง MotoGP จาก Aprilia ที่เลือกตอบสนองกฏความปลอดภัยข้อใหม่จาก Dorna ที่ระบุไว้ว่าทีมช่างจะต้องใส่หมวกกันน็อคทุกคนเพื่อความปลอดภัยของตัวช่างเอง โดยหมวกที่พวกเค้าใช้นั้นไม่ใช่หมวกธรรมดาๆ แต่เป็นหมวกกันน็อคอัจฉริยะจาก DAQRI ที่โดยปกติแล้วมักใช้ในงานสร้างของวิศวกรเท่านั้น โดยความอัจฉริยะของหมวกดังกล่าวนั้น คือการที่มันมีฟีงก์ชั่นถ่ายภาพจากกล้องตัวหน้า พร้อมกับเซนเซอร์วัดอุณหภูมิอากาศรอบๆตัว ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่ว่ามานี้จะแสดงผลในลักษณะของภาพโฮโลแกรมอยู่บนหน้าจอที่ติดอยู่กับหมวกแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้หัวหน้าช่างยังสามารถป้อนคำสั่งทั้ง จำนวนลิตรของน้ำมัน, ประเภทยางที่ต้องเปลี่ยน และอีกมากมายที่จำเป็นต่อการจัดการตัวรถให้กับนักแข่ง อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ทีมแข่งเลือกใช้หมวกกันน็อคประเภทนี้ ซึ่งถ้าหากผลตอบรับจากช่างนั้นออกมาดี เราก็อาจจะเห็นทีมแข่ง MotoGP รายอื่นๆเลือกใช้ตามในเร็วๆนี้แน่นอน อ่านข่าว Aprilia เพิ่มเติมได้ที่นี่ อ่านข่าว MotoGP เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
ผ่านไปได้เกือบ 3 ปี หลังจากเผยโฉมครั้งแรกในฐานะรถคอนเซปท์ของเจ้า Husqvarna Vitpilen 701 จนกระทั่งล่าสุดมันๆได้กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในฐานะรถโปรโตไทป์ ซึ่งดูเหมือนว่าทางค่ายคงออกแบบใกล้ตจะเสร็จสมบูรณ์แล้วเมื่อเทียบจากชิ้นส่วนต่างๆที่ติดรถมา โดยสิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือส่วนควบต่างๆที่ติดมาให้ในลักษณะเก็บงานทุกอย่างแล้วเรียบร้อยไม่มีการปิดบังด้วยสก็อตเทปใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ชุดโคมไฟทรงกลมแบบ LED, ชุดมาตรวัด, แฮนด์บาร์, ถังน้ำมัน, การ์ดหม้อน้ำ, อกไก่ด้านล่าง, พักเท้าผู้ขับ, เบาะนั่งผู้ซ้อน, พักเท้าผู้ซ้อน, ไฟท้าย, และท่อไอเสียกับแผ่นติดป้ายทะเบียน ส่วนขุมกำลังหลักนั้นเป็นเครื่องยนต์ที่ยกมาจาก Husqvarna Enduro 701 มีขนาดความจุ 690cc ปั่นพละกำลังได้สูงสุด 65 แรงม้า ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอแล้วกับนำ้หนักตัวรถที่แตะราวๆ 185 กิโลกรัม แต่เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างสนุกสนานและมั่นใจยิ่งขึ้น ทางค่ายจึงยังเลือกใช้โช้กอัพคู่บารมีจาก WP พร้อมตั้งราคาคร่าวๆแบบไม่รวมภาษีที่ราวๆ 8500-9000 ยูโร หรือประมาณ 371,500 – 393,500 บาท อ่านข่าวสาร Husqvarna เพิ่มเติมที่ได้ที่นี่ เพื่อนๆ…
ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า กฏการแข่งขัน MotoGP นั้นเป็นอะไรที่ละเอียดยิบย่อยมากมายจนหลายครั้งก็ทำให้เราสับสนเช่นกันว่ามีอะไรบ้างที่กถูกจำกัดไว้ โดยเฉพาะกับกติกาการออกแบบชุดแฟริ่ง ที่ในช่วงปีหลังๆนั้นมีการปรับเปลี่ยนกฏกติกาให้เห็นกันบ่อยมากๆ ซึ่งในครั้งนี้เราก็ได้นำคลิปอธิบายกฏกติกาเกี่ยวกับการออกแบบชุดแฟริ่งประจำปี 2017 มาให้เพื่อนๆได้รับชมกันครับ เริ่มจากความกว้างตัวถังสูงสุดจากซ้ายไปขวานั้น ห้ามเกิน 600 มิลลิเมตร ความกว้างวินชิลด์ห้ามเกิน 300 มิลลิเมตร ความกว้างแฟริ่งช่วงท้ายห้ามเกิน 450 มิลลิเมตร ต่อกันด้วยความยาวของวินชิลด์ห้ามเกิน 370 มิลลิเมตร จงอยแฟริ่งด้านหน้าจะต้องยื่นออกไม่จากแกนเพลาล้อหน้าไม่เกิน 150 มิลลิเมตร และปิดท้ายด้วยกฏกติกาที่ถูกเพิ่มเข้ามาล่าสุดในปี 2017 ก็คือ ห้ามมิให้มีชิ้นส่วนใดๆซึ่งไม่ได้เป็นอันนึ่งอันเดียวกับแฟริ่งหลักแลบออกมาอย่างเด็ดขาด ส่วนชุดแฟริ่งที่ออกแบบมาเพื่อทดแทนปีกของปีที่แล้วนั้น ก็สามารถปรับแบบได้เพียงแค่ 1 ครั้งต่อฤดูกาลเท่านั้น กล่าวคือแต่ละทีมจะมีแฟริ่งหลัก 1 ชุด และแฟริ่งแบบเสริมหลักอากาศพลศาสตร์อีก 1 ชุด โดยแฟริ่งดังกล่าวนั้น ทีมแข่งสามารถเปลี่ยนแปลงแบบได้ในภายหลังอีก 1 ครั้ง ต่อ 1 ฤดูกาล (ยกเว้น KTM ที่เป็นน้องใหม่ของการแข่งขันปีนี้ จะสามารถเปลี่ยนรูปแบบของแฟริ่งกี่ครั้งก็ได้)…
หลังจากที่ทาง Ducati ได้ทำการเปิดเผยคลิปทีเซอร์ของเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ออกมาเมื่อวันก่อน พร้อมๆกับที่ช่วงเย็นวันนั้นทางค่ายก็ได้ทำการเปิดงานแลถงข่าวและจัดแสดงเจ้าเครื่องยนต์ V4 ขนาดความจุ 1,103cc นี้อีกทีเป็นการตอกย้ำกระแส ดังนั้นเพื่อไม่ให้เวลาผ่านนานเกินไปเราจึงขอพาเพื่อนๆมาเจาะข้อมูลกันดีกว่าครับ ว่าเจ้าเครื่องยนต์ใหม่ลูกนี้มีอะไรน่าสนใจอยู่ข้างในบ้าง ? ก่อนอื่นเราจะไล่ถึงจุดเด่นเป็นข้อๆของเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ให้เพื่อนๆได้ทราบกันก่อนนะครับ – เป็นเครื่องยนต์รูปแบบ V4 ทำมุม 90 องศา ขนาดความจุ 1,103cc – เส้นผ่านศูนย์กลาง x ช่วงชักของลูกสูบ : 81 x 53.5 (มิลลิเมตร) – กำลังอัดสูงถึง 14:1 – แรงม้าสูงสุด 155 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,000 รอบ/นาที -…
Yamaha USA เปิดตัว 2018 Star Eluder แบกเกอร์ครุยเซอร์รุ่นใหม่เอาใจขาเที่ยวทั้งหลายที่ชื่นชอบในความเป็นครุยเซอร์เครื่องยนต์ V-Twin ไซส์ยักษ์ต่อยอดพื้นฐานตัวรถจาก 2018 Star Venture ที่เคยเปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ อย่างที่เรากล่าวไปในข้างต้น สำหรับเครื่องยนต์หรือขุมกำลังหลักของเจ้า 2018 Star Eluder นั้น เป็นพื้นฐานเดียวกับ 2018 Star Venture ซึ่งก็คือเครื่องยนต์แบบ V-Twin ขนาด 1,854cc ระบายความร้อนด้วยอากาศ ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบอำนวยความสะดวกสบายของผู้ใช้ก็ยกมาให้หมด ทั้ง Traction Control, Drive Mode, ชุดหน้าจอ/ระบบเครื่องเสียง, เบาะและแฮนด์ทำความร้อน, และอืนๆอีกมากมาย โดยส่วนแตกต่างระหว่างรุ่น Star Eluder และ Star Venture ที่เราพอจะเห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ชุดวินชิลด์ที่ถุูกปรับให้เตี้ยลง, และชุดกระเป๋าซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักหลังให้กับผู้ซ้อนอีกทีนึงถูกถอดออกไป ส่งผลให้น้ำหนักตัวรถลดลงเหลือ 396.8 กิโลกรัม จากเดิมที่มีอยู่…
นี่อาจจะเป็นการบอกลาอย่างไม่เป็นทางการของแบรนด์ดังจากอิตาลีก็เป็นได้ หลังจากที่ทาง Bimota เลือกปิดโรงงานในเมืองริมินี ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตหลักแห่งเดียวของแบรนด์ชนิดที่ว่ายกเครื่องไม้เครื่องมือออกไปจากโรงงานแทบทั้งหมด โดยอุปกรณ์ต่างๆที่เคยอยู่ในโรงงานที่อิตาลีนั้น มีรายงานแจ้งไว้ว่าในตอนนี้มันได้ถูกขนส่งไปยังช็อปเล็กๆที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่่งเป็นที่ตั้งของบริษัทแม่ของ Bimota ในปัจจุบัน เพื่อผลิตชิ้นส่วนตัวรถที่ทำตลาดอยู่ในรูปแบบของอะไหล่เท่านั้น แต่ด้วยความที่ทางบริษัทแม่ดังกล่าวนั้นแทบไม่มีแพลนในการผลิตโมเดลใหม่ใดๆทั้งสิ้น แม้แต่แผนการปรับปรุงโมเดลที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบันก็ยังเงียบกริบทั้งๆที่โมเดลล่าสุดของพวกเค้าออกมาได้ไม่ต่ำกว่า จึงทำให้เรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าทิศทางของ Bimota จะเป็นอย่างไรต่อไปกันแน่หลังจากนี้ ขอบคุณที่มา Visordown อ่านข่าว Bimota เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
หลังจากที่ทาง Honda เลือกเปิดตัว X-ADV สกูตเตอร์แนวแอดเวนเจอร์คันแรกของโลกไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ดูเหมือนว่ามันจะได้กระแสตอบรับที่ดีพอสมควร จากความอเนกประสงค์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งการขับขี่สบายๆในเมืองจากระบบส่งกำลังแบบสายพานอัตโนมติ และด้วยความสูงใต้เบาะ ตำแหน่งแฮนด์กับลักษณะหน้ายางก็สามารถใช้ลุยกรวดทรายได้อย่างหมดห่วง ทำให้ล่าสุดได้มีแบรนด์จากไต้หวันนาม KYMCO เตรียมเจาะตลาดแนวนี้ด้วยอีกคันเพื่อตามกระแสของค่ายปีกนก โดยพื้นฐานตัวรถที่ทาง KYMCO จะนำมาต่อยอดเพื่อทำเป็นสกูตเตอร์แนวแอดเวนเจอร์นั้นคือสกูตเตอร์รุ่น AK550 ซึ่งแต่เดิมก็ใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงความจุ 550.4cc พละกำลังสูงถึง 53.5 แรงม้า (PS) กับแรงบิด 55.6 นิงตันเมตร เป็นขุมกำลังหลักของตัวรถอยู่แล้ว และเมื่อประกอบกับหน้าตาที่ดุดันเป็นทุนเดิม แล้วนำมาปรับแต่งเพิ่มเติมด้วยการจัดแจงตำแหน่งแฮนด์ ท่านั่ง ยกสูงและเพิ่มระยะยืดยุบของระบบกันสะเทือน เพียงเท่านี้ก็พร้อมบุกป่าฝ่าดงได้เต็มที่ในสไตล์ของตัวลุยแล้ว สำหรับ KYMCO อาจจะไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนัก เพราะไม่มีเคยมีประวัติการทำตลาดในบ้านเรา และอาจจะด้วยความที่แต่เดิมฐานการผลิตของแบรนด์นี้จะเน้นไปที่รถมอเตอร์ไซค์ 4 ล้อ (ATV) ซะมากกว่า แต่ถ้าพูดถึงตลาดรถมอเตอร์ไซค์ในใต้หวันแล้วล่ะก็ แบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์อันดับต้นๆของประเทศพวกเค้าเลยทีเดียว นอกจากนี้ถ้าว่ากันในตลาดระดับโลกแล้ว แบรนด์ KYMCO ถือเป็นแบรนด์สกูตเตอร์ที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 5 ของโลกเลยทีเดียว…
