หลังจากที่มีแต่ข่าวลือให้ได้รับทราบกันเพียงอย่างเดียวมานาน ในที่สุดก็ได้มีภาพ Spyshot ของเจ้า New Yamaha YZF-R25/R3 ออกมา ซึ่งถึงแม้ว่ามันอาจจะดูมีรายละเอียดภาพไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เราอธิบายหน้าตาคร่าวๆได้อยู่บ้างเช่นกัน โดยจากภาพจะเห็นได้ว่าตัว Prototype YZF-R25/R3 Gen.2 นั้นมีการออกแบบช่วงหน้าให้คล้ายๆกับพี่คนกลาง YZF-R6 และน้องคนเล็ก YZF-R15 นั่นก็คือการวางช่องแรมแอร์ขนาดใหญ่ไว้ตรงกลางระหว่างไฟหน้า LED ซึ่งลักษณะดีไซน์ของโคมไฟหน้านี้ทางผู้ถ่ายภาพได้ระบุไว้ว่ามันมีความคล้ายคลึงกับน้องเล็กอยู่ไม่น้อย จะต่างกันก็คือขนาดของโคมที่เพรียวบางกว่า ด้านข้อมูลอื่นๆทางผูุ้ถ่ายภาพได้ระบุไว้ว่าแม้ช่วงหน้าตัวรถ Yamaha YZF-R25/R3 Prototype คันนี้จะแตกต่างจากรุ่นปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แต่บริเวณช่วงกลางถึงท้ายตัวรถกลับมีเส้นสายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ซึ่งข้อมูลตรงนี้ค่อนข้างจะตรงกับข่าวลือที่ทางสื่ออินโด 2-3 รายได้เคยให้ข้อมูลเอาไว้ สำหรับความเป็นไปได้ของส่วนควบหรือฟีเจอร์อื่นๆที่ทาง Yamaha น่าจะเลือกติดตั้งมาให้ New YZF-R25/R3 ก็มีทั้ง ชุดมาตรวัดแบบใหม่หมด (คาดว่าเป็นแบบ Full-Digital), โช้กหน้าหัวกลับจาก Kayaba, และแฮนด์จับโช้กวางใต้แผงคอ ตามฉบับรถสปอร์ตเรพพลิก้า ขอบคุณภาพจาก Iwanbanaran อ่านข่าว Yamaha เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ…
Author: admin
บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า มุ่งไปอีกขั้นกับโปรเจคใหม่ล่าสุด นำ Entertainment Marketing ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ใช้การบันเทิงสื่อสารตรงถึงคนในวงกว้าง ภายใต้โปรเจค i STORIES: LGBT Project By New Honda Scoopy i (2018 Honda Scoopy-i) “ไม่ว่าคุณเลือกเส้นทางไหน…เราพร้อมไปกับคุณ” ผ่านภาพยนตร์ผู้กำกับชื่อดัง 4 ท่าน เพื่อสร้างการรับรู้ให้คนทั่วไปรับทราบถึงแนวคิดของแบรนด์ “WHAT STOP YOU? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด” มั่นใจ Honda Scoopy i ครองใจอันดับหนึ่งของคนไทยเหนียวแน่น คุณสาวิตรี แก้วงพวงงาม ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “รถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้นำเสนอแนวคิดแบรนด์ “WHAT STOPS YOU? มุ่งไป…
ตลอดระยะเวลาเกือบปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าผลงานของทีม Moviestar Yamaha ในการแข่งขันระดับ MotoGP นั้นถดถอยไปอย่างมาก ซึ่งเหตุผลที่เป็นอย่างนั้นทั้ง Valentino Rossi และ Maverick Vinales ต่างก็ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเกิดจากชุดเฟรมของตัวรถ YZR-M1 ที่ถูกพัฒนาไปผิดที่ผิดทางจนทำให้กริปของยางหายไปแบบงงๆ อย่างไรก็ดีแม้ว่าปัญหาดังกล่าวจะยังไม่ทันได้รับการรักษาให้หายเป็นปลิดทิ้ง ทาง Moviestar Yamaha ก็ได้มีปัญหาเพิ่มมาอีกอย่างแทบจะทันที เพราะเครื่องยนต์ลูกใหม่ที่นักบิดทีมโรงงานทั้งสองคนได้เลือกกันไว้หลังจบรอบ Winter Test เมื่อปลายปี 2017 นั้น ดันทำงานได้ไม่เสถียรเท่าไหร่นัก จนเหล่าวิศวกรและช่างเทคนิคของทีมต้องมาแก้ปัญหาในเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับจัดการกับพละกำลังของเครื่องยนต์ลูกดังกล่าวเพิ่ม ทั้งๆที่ปัญหาในเรื่องเฟรมเองก็ยังมีอยู่ โดยสำหรับข้อมูลในครั้งนี้นาย Ramon Forcada ช่างใหญ่ประจำตัวของ Maverick Vinales ได้เป็นคนระบุเอาไว้ว่า แท้จริงแล้วทาง Yamaha ได้ส่งเครื่องยนต์ลูกใหม่ที่สมบูรณ์กว่ามาให้กับนักบิดทั้งสองได้ทดสอบดูแล้วที่กาตาร์ แต่มันก็ช้าไปเนื่องจากเลยเวลาการยื่นข้อมูลต่อคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทางทีมจึงต้องแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแทนด้วยวิธีในข้างต้น นั่นก็คือการออกแบบชุดโปรแกรมควบคุมเครื่องยนต์ใหม่นั่นเอง นอกจากนี้ Forcada ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่าด้วยสาเหตุเรื่องเครื่องยนต์นี้แหล่ะ ที่ทำให้ Johann Zarco สามารถทำผลงานได้ดีแทบจะในทุกๆสนามที่ผ่านมานับตั้งแต่เปิดฤดูกาล…
จากข่าวคราวการต่อสัญญาของ Andrea Dovizioso ครั้งใหม่กับทาง Ducati ไปอีก 2 ปี เพื่อแข่งขันต่อในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2019-2020 ทำให้ตอนนี้ทุกคนหันไปเพ่งเล็งกันต่อว่าแล้วนักบิดทีมเมทคนปัจจุบันของ Dovi อย่าง Jorge Lorenzo จะเป็นอย่างไรกันต่อไป จะยังอยู่ต่อกับ Ducati หรือไม่ หรือว่าจะโดนนักบิดรายอื่นเข้ามาเสียบตำแหน่งแทนแล้วตัวเองต้องย้ายไปอยู่ทีมอื่น จากข้อมูลในตอนนี้ที่เราได้รับมา มีแนวโน้มสูงอย่างมากว่า Lorenzo จะย้ายไปอยู่กับ Suzuki ในฤดูกาลหน้า เพราะก่อนหน้านี้ Davide Brivio ผู้จัดการทีม Suzuki Ecstar Team ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนผ่านทวิตเตอร์ว่า “พวกเขาได้ติดต่อกับนักบิดรายอื่นเพื่อดึงตัวมาร่วมงานด้วยกันแทน Andrea Iannone” ซึ่งนักบิดคนที่ว่านั้นคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก JL99 ในขณะเดียวกันใช่ว่า Andrea Iannone จะโดนเด้งจาก Suzuki แบบไร้ที่หมาย เพราะในทวิตเดียวกันนั้น Davide Brivio…
เรียกได้ว่านี่อาจจะเป็นคำขู่ของเด็กระเบิด Marc Marquez ต่อคู่แข่งคนอื่นๆก็ได้ หลังจากที่ทั้งเขาและทีมแข่งได้นำแอโรแฟริ่งแบบใหม่มาติดตั้งเข้าไปแล้วผลปรากฏว่ามันช่วยให้ตัวรถสามารถเทคตัวออกจากโค้งแคบๆได้ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทั้งๆที่ปัญหาเหล่านี้เป็นจุดอ่อนของตัวแข่ง Honda RC213V มาโดยตลอด จนทำให้นักบิดจ่าฝูงบนตารางคะแนนสะสมการแข่งขัน MotoGP กล่าวออกมาว่า “แอโรแฟริ่งชุดใหม่นี้ช่วยให้ตัวแข่งพร้อมสู้ในทุกๆสนามตลอดจนจบการแข่งขัน” “แฟริ่งใหม่ชุดนี้มันแตกต่างจากที่ผ่านๆมา แต่มันก็ช่วยแก้ปัญหาได้ในบางจุด โดยเฉพาะกับเรื่องการยกตัวของล้อหน้าที่น้อยลง”, “ความเร็วในโค้งของเรามันดีขึ้นเล็กน้อยในการเทสช่วงทางตรงที่มูเจลโล่หลังเปลี่ยนมาใช้แฟริ่งนี้” “เราเลือกใช้แอโรแฟริ่งนี้เพราะเราเชื่อว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาในสนามนี้ได้”, “ผมตกลงที่จะเลือกใช้แฟริ่งสองอันนี้จนจบฤดูกาล นั่นก็คือแฟริ่งธรรมดาที่ผมใช้มาตั้งแต่เปิดฤดูกาล กับแอโรแฟริ่งใหม่ที่เราพึ่งเปิดตัวในสนามนี้ ซึ่งมันจะช่วยให้เราพร้อมลุยได้ในทุกการแข่งขันนับจากนี้” “วันนี้เราได้ลองใช้แฟริ่งดังกล่าวในช่วงท้ายรอบฝึกซ้อมซึ่งมันช่วยลดอาการยกล้อได้เยอะมาก ดังนั้นกับแทร็คลักษณะนี้มันจึงเป็นข้อดี”, “ผมว่ามันเหมาะมากๆเลยล่ะกับแทร็คแบบนี้ (ทางตรงสั้นแต่โค้งเยอะ)” “คุณจะผ่อนคลายมากๆในช่วงทางตรง ไม่ต้องฝืนอะไรให้มากมายเพราะอาการล้อลอยหลังออกจากโค้ง แต่ผมพึ่งได้ใช้มันครั้งแรก ดังนั้นผมอยากจะขอเวลาทำความเข้าใจอีกซักหน่อยกับมัน” ขอบคุณข้อมูลจาก Motorsport.com อ่านข่าว MotoGP เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
ย้อนไปในสนาม Termas de Rio Hondo ประเทศอาร์เจนติน่า หรือสนามลำดับที่สองของการแข่งขัน MotoGP ปี 2018 ที่ได้เกิดเหตุการณ์ดราม่าต่างๆรวมถึงเหตุการชวนสับสนอีกมากมาย โดยหนึ่งในนั้นก็คือเหตุการณ์ฝนเดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุดจนทำให้นักบิดหลายคนและทีมแข่งหลายทีมต้องวิ่งวุ่นกันเพื่อเปลี่ยนตัวรถจากที่เซ็ทอัพไว้สำหรับแทร็คเปียกให้กลายเป็นรถสำหรับแทร็คแห้งกันอย่างจ้าล่ะหวั่น จากจุดนี้ทำให้เพื่อนๆหลายอาจสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าตัวรถที่ถูกเปลี่ยนเซ็ทอัพไปนั้นมีอะไรที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ซึ่งในวันนี้เราก็จะมาไขข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวจากคลิปใหม่ที่ทาง MotoGP ได้ทำขึ้นมาไปด้วยกันครับ แน่นอนว่าในจุดแรกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก็คือประเภทยาง ซึ่งในสภาวะแทร็คแห้งปกตินั้นชนิดยางที่เหล่านักบิดใช้จะเป็นแบบผิวเรียบสนิทตลอดเส้น หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ยางสลิค” เพื่อให้ผิวสัมผัสระหว่างหน้ายางกับผิวแทร็คเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อผิวแทร็คเกิดมีแอ่งน้ำเนื่องจากฝนตกขึ้นมาชนิดยางก็จะถูกเปลี่ยนเป็น “ยางฝน” ที่มีการเซาะร่องไว้ตลอดทั้งเส้นเพื่อใช้ระบายน้ำที่อยู่บนผิวแทร็คออกจากหน้ายางนั่นเอง ต่อมาคือระบบเบรก ที่แต่เดิมแล้วหากเป็นแทร็คฝน เหล่าทีมแข่งต่างๆจะเปลี่ยนจากจานเบรกคาร์บอนเซรามิคเป็นแบบจานเบรกเหล็กแทน เพราะแม้จานเบรกคาร์บอนเซรามิคจะให้ประสิทธิภาพในการหยุดตัวรถอย่างดีเลิศแค่ไหน แต่มันก็สามารถทำงานได้แค่ในสภาวะอุณหภูมิสูงจัดๆเท่านั้น ดังนั้นการใช้จานเบรกเหล็กที่สามารถใช้งานได้ในทุกสภาพอากาศจึงเหมาะสมกว่า ซึ่งในปัจจุบันเหล่าทีมแข่งได้ออกแบบและใช้ชุดฝาครอบจานเบรกคาร์บอนเซรามิคแทน เพื่อควบคุมอุณหภูมิของจานเบรกและกันเม็ดฝนไปในตัว (สำหรับชุดจานบรกด้านหลังนั้นจะเป็ฯแบบจานเหล็กตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นแทร็คแห้งหรือแทร็คเปียก) ถัดไปคือการเซ็ทอัพระบบกันสะเทือน ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่แทร็คเกิดมีฝนขึ้นมาจนทำให้แทร็คลื่น เหล่าทีมแข่งก็จะปรับตั้งสปริงโช้กทั้งหน้าและหลังให้อ่อนกว่าปกติทันที เพื่อช่วยให้น้ำหนักตัวรถขณะเบรกและเร่งกดลงไปที่หน้ายางมากขึ้น รวมถึงการเซ็ทความหนืดในการยืดยุบเองก็ต้องเซ็ทให้สามารถยืดยุบได้ง่ายหรือไวกว่าเดิมเพื่อเหตุผลเดียวกัน และสื่งสุดท้ายที่ถ้าหากนักบิดไม่ทำเลยก็คงไม่ต่างกับการเอาชีวิตไปเสี่ยงตายเล่นๆคือ การปรับเอนจิ้นแมพหรือโหมดการขับขี่เป็นแบบสำหรับแทร็คฝน เพื่อลดความดุดันของเครื่องยนต์ลงให้สามารถขับขี่ในสภาวะผิวแทร็คเปียกได้อย่างอยู่รอดปลอดภัยจนจบการแข่งขันนั่นเอง ขอบคุณข้อมูลจาก MotoGP อ่านข่าว MotoGP เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ…
เรียกได้ว่าเป็นไอเดียที่แปลกแต่ก็น่าสนใจไม่น้อยกับระบบความปลอดภัยแบบใหม่ของ BOSCH ที่ชื่อว่า “Anti-Slide System” หรือแปลไทยตรงๆตัวว่า “ระบบกันไถล” ซึ่งความพิศดารของระบบใหม่นี้ก็คือมันแทบไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับระบบขับเคลื่อนหรือระบบเบรกของล้อหน้า/หลังเพื่อใช้ในการทรงตัว แต่ใช้แรงดันแก๊สผลักตัวรถให้อยูู่บนโค้งได้แทน โดยแนวคิดในเบื้องต้นของระบบความปลอดภัยนี้ทาง BOSCH ได้มีไอเดียมาจากระบบควบคุมทิศทางของนักบินอวกาศขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ซึ่งตัวระบบที่ว่านี้จะทำงานทันทีที่ตรวจพบว่าตัวรถมีการไถลอาจจะด้วยลักษณะผิวถนนที่ทำให้ศูนย์เสียการยึดเกาะอย่างกระทันหัน โดยการแก้ปัญหาดังกล่าวก็คือระบบจะสั่งขับแก๊สแรงดันสูงออกมาบริเวณตรงกลางตัวรถเพื่อสร้างแรงผลักสวนกับทิศทางการไถล จนทำให้ตัวรถกลับมาเข้าสู่สภาวะการขี่ปกติภายในเสี้ยววินาที สำหรับข้อเสียที่ทาง BOSCH พบอยู่ในตอนนี้ก็คือการที่ระบบดังกล่าวสามารถทำงานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพราะแก๊สที่ใช้ขับออกมาจะหมดในทันทีที่ถูกปล่อยออกมา ทำให้ทางวิศวกรต้องมาคิดกันต่อว่าจะทำอย่างไรให้ระบบนี้สามารถทำงานได้เรื่อยๆโดยที่ไม่ต้องให้ผู้ใช้นำรถมอเตอร์ไซค์มาถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ให้เสียเวลา เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
ตลอดระยะเวลาร่วม 3 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เปิดฤดูกาลการแข่งขัน MotoGP 2018 สิ่งนึงที่มีกระแสข้อมูลออกมาให้วิเคราะห์กันอยู่เสมอคือ “การต่อสัญญาใหม่” รวมถึง “แนวโน้มการย้ายทีม” ของนักบิดต่างๆที่กำลังจะหมดสัญญาหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ โดยล่าสุดเมืื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ได้มีนักบิดอีก 2 รายที่ประกาศต่อสัญญาใหม่กับต้นสังกัดไปจนถึงปี 2020 เป็นที่เรียบร้อยนั่นก็คือ Alex Rins ในซุ้ม Suzuki Ecstar Team และ Aleix Espagaro ในซุ้ม Aprilia Gresini Team โดยทาง Alex Rins ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการต่อสัญญาใหม่กับทาง Suzuki Ecstar Team เอาไว้ว่า “เกี่ยวกับแผนที่ทาง Suzuki วางไว้ให้กับผมนั้นมันพิเศษมากๆ ผมสามารถเชื่อใจกับความสามารถของทั้งบริษัทและทีมว่าเราสามารถจัดการและพัฒนาได้อย่างดี ผมมั่นใจว่าเรายังสามารถตั้งเป้าเพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ แม้ว่าตอนนี้เราจะต้องทำงานกันให้หนักไว้ก่อนอย่างเดียวเท่านั้นเพื่อดูกันว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน” ในขณะที่ Aleix Espagaro เองก็มีทัศนะคติหลังเซ็นสัญญากับ Aprilia Gresini Team ในทางที่ดีเหมือนกันว่า…
นับตั้งแต่มีการปล่อยภาพสิทธิบัตรของ All-New Suzuki GSX-R300/GSX-R250 ออกมาครั้งแรกเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสำนัก Julak Sandie Design ก็ได้นำภาพดังกล่าวไปลงสีแบบคร่าวๆทันทีในช่วงบ่าย แต่ดูเหมือนว่าแค่นั้นจะยังไม่ชัดเจนพอให้สาวกได้มองภาพออกเท่าไหร่นัก ทำให้ล่าสุดเมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมาทางสำนักได้ปล่อยภาพกราฟฟิกแบบเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมของเจ้านี่อีกครั้ง ดังที่เห็นกันอยู่ในตอนนี้ จากภาพจะเห็นได้ว่าจุดที่ทาง Julak Sandie Design ได้ลงสีและรายละเอียดเพิ่มลงไปบน GSX-R300/GSX-R250 นั้นก็คือช่วงชุดไฟหน้า LED ที่ถูกคั่นกลางด้วยช่องแรมแอร์, ลงสีวินชิลด์และรายละเอียดช่วงประกับแผงคอเพิ่ม, แปะติดคาลิปเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์มาให้ (ในภาพต้นแบบมีแต่ขายึดเปล่าๆที่ออกแบบไว้สำหรับยึดเรเดียลเมาท์คาลิเปอร์เท่านั้น), ใส่แถบตัวอักษร “Suzuki” คาดไปกลางลำตัวรถซึ่งเป็นลายมาตรฐานอยู่แล้วของค่ายนี้, ใส่รายละเอียดช่วงพักเท้า โช้กหลัง และปลายท่อไอเสียเข้าไเพื่อความสมบูรณ์ อย่างไรก็ดีในความเห็นของทางทีมงาน MotoRival เราคิดว่าตรงช่องแรมแอร์สีดำที่อยู่ด้านหน้ากับไฟ LED นั้น จริงๆแล้วมันน่าจะเป็นโคมไฟชิ้นเดียวกับอันด้านข้างมากกว่า เพราะดีไซน์ไฟหน้าของรถมอเตอร์ไซค์ GSX-R ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ล้วนเป็นแบบมีโคมใหญ่ตรงกลางเป็นหลักทั้งสิ้น และอาจจะเติมโคมไฟย่อยออกมาด้านข้างตามรุ่นย่อยไป ส่วนบริเวณสีดำที่อยู่ด้านล่างโคมไฟนั่นต่างหากที่น่าจะเป็นช่องแรมแอร์ แล้วเพื่อนๆคิดเห็นอย่างไรกันบ้างล่ะครับ ? ขอบคุณภาพจาก Julak Sandie Design อ่านข่าว…
ไม่ว่าเมื่อไหร่การติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์ให้กับรถมอเตอร์ไซค์ก็ยังเป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่เสมอ ซึ่งวันนี้เราก็จะพาเพื่อนๆไปพบกับอีกหนึ่ง “คัสตอมไบค์พ่วงหอย” จากสำนักดัง Hazan Motorwoks คันงามอีกหนึ่งคัน นั่นก็คือเจ้า Ducati 860 GT Turbo คันนี้ อย่างไรก็ดีแม้จะบอกว่าเจ้ารถคัสตอมไบค์คันนี้มีพื้นฐานจาก Ducati 860 GT รุ่นปี 1974 แต่เอาจริงๆแล้วเท่าที่เราสังเกตุดูน่าจะมีเพียงเครื่องยนต์ L-Twin สองสูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ และถังน้ำมันที่ถูกทุบเคาะแต่งรูปทรงใหม่นิดหน่อยเท่านั้นที่เป็นของเดิม ในขณะที่ชิ้นส่วนอื่นๆเป็นงานสรางขึ้นมาใหม่ ไล่ตั้งแต่ชุดเฟรมและสวิงอาร์มใหม่ที่ทำจากวัสดุเหล็กโครโมลี่, ระบบเบรกชุดใหม่ที่จัดเต็มด้วยปั๊ม 2 พอร์ทของ Wilwoods ข้างละ 2 ตัว รวมทั้งหมดเป็น 4 ตัวสำหรับดิสก์เบรกคู่หน้า กลับมาที่เครื่องยนต์ L-Twin 863.9cc ที่เปรียบเหมือนพระเอกหลักของรถคัสตอมคันนี้อีกครั้ง ซึ่งอย่างที่เราได้กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่ามันได้รับการติดตั้งระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ของ Garett รุ่น GT15 เข้าไป ดังนั้นทางสำนักจึงได้ไล่ปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องใหม่ทั้งหมดทั้ง คาร์บูเรเตอร์จาก Weber รุ่น DCOE…
