“ควิกชิฟเตอร์” (Quickshifter) ชื่อนี้อาจจะดูคุ้นหูใครหลายคนอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกับเพื่อนๆที่ชื่นชอบในรถมอเตอร์ไซค์สายสปอร์ต เพราะมันถือว่าเป็นออพชั่นเด็ดอันดับต้นๆที่สปอร์ตไบค์หรือซุปเปอร์ไบค์ยุคใหม่ควรมีเลยทีเดียว แล้วคำถามคือมันดียังไง ? มันมีประโยชน์มากหรือไม่ ? เรามาทำความเข้าใจกันเลยดีกว่าครับ ควิกชิฟเตอร์ ถูกออกแบบมาเพื่ออะไร ? คำตอบก็คือ เจ้าควิกชิฟเตอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าเกียร์ได้รวดเร็วขึ้น เพราะโดยปกติแล้วก็อย่างที่เราทราบกันดีว่าถ้าหากเราขับขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยรูปแบบปกติ ในขณะที่เราต้องการจะเชนจ์เกียร์ (ไม่ว่าเพิ่มหรือลด) แต่ละครั้งนั้น เราจะต้องทำการผ่อนคันเร่งชั่วขณะหนึ่ง และกำคลัชท์เพื่อตัดกำลังที่ถูกส่งมาจากแครงก์ชาฟ (เพลาข้อเหวี่ยง)ออกจากเฟืองเกียร์ซะก่อน เราถึงจะทำการงัดเกียร์ขึ้นลงได้ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระชากระหว่างฟันเกียร์ จนฟันเฟืองแตกออกทีละนิดๆ ซึ่งระยะเวลาที่เราต้องเสียไปกับการ ผ่อน-กำ-เตะ-ปล่อย นั้นต่อให้เป็นระดับมืออาชีพจริงๆก็ต้องมีตัวเลขเกือบ 1 วิให้เห็น แต่เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้จะช่วยให้จังหวะ ผ่อน-กำ-ปล่อย หายไป จะเหลือก็แค่เพียงจังหวะ เตะเท่านั้นที่ต้องทำเพื่อการเข้าเกียร์แต่ละครั้ง เพราะมันคอยจัดการตัดกำลังให้แล้วเรียบร้อย (แต่จะจัดการยังไงนั้น เราขออุบไว้อธิบายแบบละเอียดยิบอีกครั้งในบทความต่อๆไป) ซึ่งมันทำให้รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเราเสียจังหวะในการเร่งทำความเร็วต่ออาจจะแค่เพียงไม่ถึง 0.5 วินาทีต่อครั้งด้วยซ้ำ ดังนั้น ข้อดีของการติดตั้ง “ควิกชิฟท์เตอร์” ก็คือมันจะช่วยลดเวลาจากการเสียจังหวะเพราะเชนจ์เกียร์แต่ละครั้ง ซึ่งจะเห็นผลอย่างมากกับการใช้งานในสนามแข่งประเภทเซอร์กิต เพราะถึงแม้ว่ามันจะลดเวลาได้แค่หลักเสี้ยววิ แต่อย่าลืมว่าในการแข่งขันหนึ่งรอบสนาม เราไม่ได้เชนจ์เกียร์แค่ 5…
Author: admin
ในวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มนักปั่นจักรยานกว่า 100 คันจัดงานปั่นการกุศลขึ้น โดยมีระยะทางในการปั่นกว่า 69 ไมล์ (ราวๆ 111 กิโลเมตร) เพื่อระดมทุนให้กับกองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยครอบครัวของ Nickey Hayden เจ้าของหมายเลข 69 บนสนามแข่งขันที่พึ่งเสียชีวิตไปไม่นานมานี้ สำหรับเป้าหมายหลักของการจัดตั้งกองทุน “Nicky Hayden Memorial Fund” ขึ้นนั้นก็เพื่อระดมเงินบริจาคไว้ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาศในลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี้ หรือก็คือเด็กที่อยู่ในบ้านเกิดเดียวกันกับนักแข่งอดีตแชมป์โลกการแข่งขัน MotoGP ปี 2006 ผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง และหากเพื่อนๆคนไหนสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านข้อมูลได้ที่ลิ้งค์ตรงนี้ได้เลยครับผม เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
MV Agusta เปิดตัวอีกหนึ่งเวอร์ชั่นพิเศษของ Brutale 800 ที่จะใช้ชื่ออันสุดแสนเรียบง่ายแต่ได้ใจความว่า “America” สำหรับข้อแตกต่างของ Brutale 800 “America” ที่ไม่เหมือนกับรุ่นมาตรฐานก็คือ ชุดสีรอบคันที่ถูกคุมโทนหลักอยู่ 3 สีด้วยกัน ได้แก่ น้ำเงิน/ขาว/แดง และตกแต่งเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยด้วยบังโคลน และแผงครอบมาตรวัดด้านหน้า ซึ่งอันที่จริงแล้วนี่คือโทนสีที่ทาง MV Agusta เคยใช้มาแล้วกับรุ่น 750S ที่เคยผลิตเมื่อปี 1973 และเพื่อความพิเศษอีกขั้น ทางค่ายจึงประทับตราสัญลักษณ์ประจำรุ่นไว้ที่แผงข้างหม้อน้ำ และเลเซอร์กัดแผงคอเป็นตัวเลขเพื่อบอกลำดับการผลิตของตัวรถ MV Agusta Brutale 800 “America” จากจำนวนทั้งหมด 50 คัน พร้อมสนนราคาค่าตัวแบบไม่เกินงานจนเกินไปที่ 14,998 ดอลล่าร์ หรือราวๆ 508,700 บาท อ่านข่าว MV Agusta เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ…
เกือบหนึ่งปีเข้าให้แล้วนับตั้งแต่ทางคณะกรรมการการแข่งขัน MotoGP ได้มีการพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะใช้ระบบสื่อสารกับนักบิดขณะแข่งขัน หรือจะว่าง่ายๆก็คือ “การส่งข้อความให้กับนักบิดโดยตรงผ่านหน้าจอแสดงผลของตัวรถ” โดยล่าสุดได้มีข้อมูลออกมาแล้วว่าทางคณะกรรมการได้กลับมาหารือกันอย่างจริงจังอีกครั้งในช่วงสัปดาห์แข่งขันที่ผ่านมาในสนาม Assen ประเทศเนเธอร์แลนด์และได้มติขณะประชุมที่สนาม Sachsenering ประเทศเยอรมันนีเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า พวกเค้าอนุมัติให้ใช้ระบบดังกล่าว โดยจะมีการ “เปิดให้ใช้แบบเต็มระบบได้ในฤดูกาล 2018 เป็นต้นไป” สาเหตุที่เราต้องใช้คำว่าเต็มระบบนั้นก็เพราะว่าอันที่จริงแล้ว ระบบนี้ได้มีการทดลองใช้กับการแข่งขันมาได้สักพักแล้ว แต่ตัวระบบยังเปิดให้ใช้ได้แค่ฟังก์ชั่นแจ้งเตือนสัญญาณธงแดง และธงดำให้กับนักแข่งในสนามเท่านั้น ซึ่งฟังก์ชั่นจริงๆที่ทีมแข่งอยากได้คือการสื่อสารข้อความกับนักบิดที่หลายหลายมากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ระยะห่างจากคู่แข่ง ช่วงเวลาเหมาะสมในการเปลี่ยนยางกรณีฝนตก หรือทีมออเดอร์อื่นๆ ซึ่งช่วยให้นักบิดไม่ต้องพลาดการสื่อสารกับทีมจนผิดแผนเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นระหว่างฤดูกาลที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจะมีแค่เพียงทีมแข่งในรุ่น Moto3 และ MotoGP เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิ์ในการใช้ระบบดังกล่าวสำหรับปี 2018 เพราะระบบนี้จะต้องใช้หน้าจอแสดงผลและกล่อง ECU กลางที่รองรับฟังก์ชั่นนี้ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับรุ่น Moto2 ที่ใช้ ECU ของ Honda เป็นหลัก ดังนั้นกว่าที่เราจะได้เห็นนักบิดในรุ่น Moto2 สามารถใช้ระบบนี้ได้อาจจะต้องรอจนกว่าทาง Triumph จะเข้ามาเป็นซัพพลายเออร์แทน Honda ในปี 2019 เพราะเครื่องยนต์…
ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นสำนักแต่งนำเจ้า Ducati Xdiavel มาทำการตกแต่งในลักษณะของการคัสตอมแบบเดียวกับที่สำนัก Fred Krugger จากเบลเยียมทำ และได้ผลลัพท์เป็น Thiverval คันนี้ โดยในส่วนคอนเซปท์ในการออกแบบนั้น เจ้า The Thiveral จะต้องสื่อถึงความเป็นครุยเซอร์พละกำลังสูง และมีรูปลักษณ์โดดเด่นหน้ามอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ XDiavel อยู่แล้ว และในคราวนี้ทาง Krugger ก็ได้จัดระเบียบเส้นสายภายนอกใหม่หมดอย่างเช่นถังน้ำมันและแฟริ่งด้านข้าง ซึ่งเผยให้เห็นแครงเครื่องยนต์ด้านขวาอย่างชัดเจน แต่กลับบดบังเฟรมถักซะเกือบมิด ในขณะที่ช่วงเบาะหลังถูกออกแบบให้ใช้เส้นสายเดียวกับที่ถูกลากมาจากด้านหน้า โดยแฝงความเป็นคลาสสิคเล็กน้อยด้วยช่วงท้ายรูปทรงคางหมู และออกแบบท่อไอเสียให้ปลายออกล่างไฟท้ายแทนที่จะเป็นใต้ท้องรถเช่นเดิม ด้านบอดี้พาร์ทอื่นๆรอบคันก็ถูกตกแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อให้ลุคของรถดูมีความเคร่งขรึมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับงานออกแบบชิ้นนี้ ที่จริงแล้วทาง Ducati ได้เป็นคนมอบหมายงานให้กับทาง Krugger เอง เพื่อนำตัวรถไปจัดแสดงในงาน XDiavel World ที่จะขัดขึ้นในสนาม Belgian Circuit ประเทศเบลเยี่ยมระหว่างวันที่ 1 และ 2 กรกฏาคม นั่นเอง อ่านข่าว Ducati เพิ่มเติมได้ที่นี่…
Moto Guzzi หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตจากอิตาลีประกาศรีคอลล์รถมอเตอร์ไซค์จากลูกค้าของตนเองในอเมริกาทีเดียว 5 รุ่น ได้แก่ โมเดล V7 3 รุ่น ประกอบด้วย V7 III Racer, V7 III Stone, V7 III Special และ V9 2 รุ่น ประกอบด้วย V9 Bobber, และ V9 Roamer ที่ผลิตในช่วงปี 2016-2017 จำนวนรวมกัน 1,139 คัน จากปัญหาระบบเบรก จากข้อมูลที่ระบุไว้ในเอกสารของทาง NHTSA ระบุไว้ว่า ตัวสายเบรกหน้าที่เชื่อมต่อกับกล่องควบคุม ABS ของรถทั้ง 5 รุ่นมีโอกาศที่จะไปสัมผัสกับท่อสำหรับเพิ่มอากาศหลังเผาไหม้ที่เชื่อมต่อกับท่อไอเสียอีกทีหนึ่ง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการละลายของสายเบรก และศูนย์เสียแรงดันของน้ำมันเบรกอย่างรวดเร็วเพราะน้ำมันซึม สำหรับวิธิแก้ปัญหานั้นทาง Piaggio (บริษัทแม่ของ Moto Guzzi) ได้ระบุไว้ว่าพวกเค้าจะทำการเปลี่ยนสายเบรกให้ใหม่พร้อมทำการหาฉนวนหุ้มเสริมอีกชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวสายเบรกสัมผัสกับท่อดังกล่าวอีก อ่านข่าว…
หลุดออกมาเห็นบ่อยขึ้นจริงๆสำหรับว่า Ducati V4 Superbike รุ่นใหม่ ที่มีข่าวจกหลายสำนักรายงานว่าทางค่ายกำลังจะเปิดตัวอย่างเร็วที่สุดก็ในช่วงเดือนกรกฏาคมนี้ แต่จากที่ดูความไปได้แล้วน่าจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนที่งาน EICMA Show ซะมากกว่า ซึ่งเราก็คงได้แต่คาดเดากันต่อไป โดยตอนนี้สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือ การส่องรายละเอียดจากภาพ Spyshot ที่ได้มา ว่ามีอะไรอัพเดทบ้างสำหรับซุปเปปอร์ไบค์รุ่นใหม่คันนี้ ซึ่งเราจะค่อยๆไล่ไปทีละอย่างให้เพื่อนๆทราบไปพร้อมๆกัน มาเริ่มกันเลยครับ จุดแรกที่เราจะพูดถึงเลยก็คือรูปทรงภายนอก อย่างที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้แล้วว่าหน้าตาของ V4 Superbike คันนี้จะยังคงอ้างอิงเส้นสายเดิมของ Panigale แต่ปรับปรุงให้มีความเป็นสันคมมากขึ้น ซึ่งไม่เหมือนกับที่ Ducati เคยทำมาก่อนหน้านี้กับ Desmosedici RR ที่ลอกแบบภายนอกมาจากตัวแข่ง GP6 ทั้งที่เจ้าน้องใหม่นี้ก็ลอกแบบเครื่องยนต์มาจากตัวแข่ง GP16 เช่นกัน ในส่วนของเครื่องยนต์ถ้าสังเกตุที่ช่วงกลางของตัวรถจะเห็นเสื้อสูบชุดหลังแยกออกมาค่อนข้างชัดเจนซึ่งมีขนาดกว้างออกมทางด้านข้างมากขึ้นเพราะต้องเพิ่มเนื้อที่ให้กับลูกสูบถึง 2 ลูก นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกว่าทาง Ducati จะเปิดตัวเจ้าน้องใหม่คันนี้ด้วย 2 ขนาดความจุคือ 1,000cc ที่เป็นไปตามข้อตกลงในการแข่งขันที่ระบุไว้ว่าเครื่องยนต์ 4 สูบจะต้องมีความจุไม่เกิน 1,000cc โดยในรุ่นความจุนี้จะมีตัวอักษร R…
CCM บริษัทจากสหรัฐอเมริกาเตรียมเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ของค่ายอีกหนึ่งรุ่นหลังได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าที่ดีจากการเปิดตัว Spitfire และ Spitfire Scrambler ไปเมื่อต้นปีและกลางปีตามลำดับ โดยในครั้งนี้ทาง CCM จะยังใช้พื้นฐานตัวรถจาก Spitfire รุ่นพื้นฐานเช่นเดิม แต่ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ส่วนควบรอบคันให้เป็นรถมอเตอร์ไซค์แนว Café Racer แทน ทั้ง แฮนด์จับโช้กแบบยึดใต้แผงคอ, เกียร์โยง, ท่อไอเสียเดินใต้ท้องรถ, บังโคลนโช้กหลัง, และเบาะนั่งตอนยาวสำหรับขยับตัวเพื่อหมอบ ด้านตัวเครื่องยนต์ยังคงเป็นแบบสูบเดียว 600cc ที่สามารถสร้างกำลังได้สูงสุด 55 แรงม้า และแรงบิด 58 นิวตันเมตรเช่นเดิม แต่น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกนิดเป็น 125 กิโลกรัมจากเดิมที่มีอยู่ 120 กิโลกรัมในรุ่นพื้นฐาน (แนวแทรคเกอร์) ส่วนราคาค่าตัวทาง CCM เลือกที่จะตั้งไว้สูงถึง 9247 ปอนด์ หรือราวๆ 402,000 บาทเลยทีเดียว อ่านข่าว CCM เพิ่มเติมได้ที่นี่ อ่านข่าว Cafe เพิ่มเติมได้ที่นี่…
เชื่อว่าการขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจขึ้นไปพิชิตเขาซักลูกนึงให้ได้จะต้องเป็นความฝันของเพื่อนๆนักเดินทางอยู่หลายคนเช่นกัน แต่จะมีซักกี่คนที่สามารถทำมันได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความสูง 4,420 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อย่างที่ Vinay Choudhary กับ 2017 KTM Duke 390 และเพื่อนกลุ่มเล็กๆของเค้าทำ สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน ถึงวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายคือการขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจจากประเทศอินเดียเดินทางไปสู่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งจะต้องผ่านช่องเขาที่มีชื่อเรียกว่า Sach Pass อันเต็มไปด้วยหิมะที่ปกคลุมถนนลูกรังหนาเป็นฟุตหรือไม่ก็ธารน้ำอุณหภูมิเกือบติดลบไหลผ่านร่องหินสลับกันไปมาเป็นระยะทางกว่า 127 กิโลเมตร แน่นอนว่าหลังจากที่ Vinay สามารถผ่านเส้นทางอันแสนหฤโหดนี้มาได้ ก็ทำให้เค้าประทับใจกับ Duke 390 คู่ใจของเค้าอย่างมาก ทั้งในเรื่องของพละกำลังและความถึกทน เนื่องจากว่ามันเสียหายทั้งแฮนด์บาร์คด ถังน้ำมันบุบ ถังเก็บน้ำหล่อเย็นสำรองแตก แต่มันก็ยังสามารถพาเค้าออกมาจากเส้นทางได้อย่างไม่ลำบากอะไรนักทั้งๆที่เค้าเปลี่ยนแค่ยางติดรถเป็นยางหนามเท่านั้น เรียกได้ว่างานนี้ต้องยอมให้กับทั้งคนและรถที่ใจกล้าไม่น้อยกับการเดินทางครั้งนี้จริงๆ โดยเพื่อนๆสามารถคลิกชมคลิปบรรยากาศคร่าวๆได้ด้านล่างนี้ หรือถ้ายังไม่หนำใจก็สามารถคลิกเข้าไปชมเพิ่มเติมที่เฟซบุ้คของ Vinay Choudhary ได้เลยครับผม ขอบคุณที่มา Rushlane อ่านข่าว KTM เพิ่มเติมได้ที่นี่…
หลังจากที่ทาง Kawasaki ประเทศญี่ปุ่นได้มีการประกาศเปิดตัว Estrella 250 Final Edition ไปเมื่อช่วงกลางเดือนเมษาที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าจะมีเหล่าสาวกมอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิคหลายคนต่างตั้งคำถามขึ้นมาว่า แล้วในอนาคตพวกเค้าจะมีโอกาศได้เห็นเรโทรไบค์ไซส์เล็กรุ่นใหม่จากค่ายนี้อีกหรือไม่ ซึ่งล่าสุดก็ได้มีสื่อจากอินโดนีเซียอย่าง Iwanbanaran ให้ข้อมูลมาว่า “มี” จากข้อมูลที่ทางสื่อ Iwanbanaran ได้ระบุไว้มีใจความสรุปคร่าวๆได้ว่า ขณะนี้ทาง Kawasaki กำลังมีแผนที่จะพัฒนาเรโทรไบค์รุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทน Estrella 250 ที่กำลังจะยุติการผลิตในไม่ช้า แต่จะถูกลดขนาดความจุเครื่องยนต์ลงจาก 250cc เป็น 150cc เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและช่วยลดต้นทุนซึ่งมันมีผลต่อเนื่องในการตั้งราคาสำหรับวางจำหน่ายที่ถูกลงอีกด้วย อย่างไรก็ตามจากความเป็นไปได้ในตอนนี้เราอาจจะได้เห็น Estrella 150 (ชื่อสมมุติ) มาป้วนเปี้ยนใกล้ที่สุดก็แค่ในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าทาง Kawasaki ประเทศไทยจะนำกระแสเรโทรไบค์พิกัดนี้มาอ้างอิงในการตัดสินใจ โดยรุ่นที่ใกล้เคียงที่สุดในเวลานี้ก็คือ Centaur 150 ที่สามารถสร้างกระแสตอบรับให้กับทาง Stalions ได้ดีเลยทีเดียวสำหรับเจ้าม้าเทพตัวนี้ แล้ว Kawasaki ประเทศไทยจะเล่นตลาดนี้กับเค้ามั้ยล่ะ ? ขอบคุณที่มา iwanbanaran, indianautoblog อ่านข่าว…
