ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Harley-Davidson ได้โชว์รถคอนเซ็ปจากทีมออกแบบ Design Department ซึ่งพลิกโฉมค่ายมอเตอร์ไซค์จากดินแดนนกอินทรีหัวขาว(อเมริกัน) เป็นรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Cafe Racer ได้แรงบัลดาลใจจากรุ่น XLCR จากปี 1970 ที่ขายไปเพียงไม่กี่คัน
Harley-Davidson XLCR-1000 จากปี 1977
XLCR คือรุ่นพิเศษของ Sportster ที่ได้รับการตกแต่งและออกแบบดีไซน์ใหม่ ใส่เครื่องยนต์ 997.5 ซีซี ซึ่งหลังจากได้ลองขาย กลับได้การตอบรับที่ไม่ดี
กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในสไตล์ Cafe Racer ของแท้
RMCR ซึ่งย่อมาจาก Revolution Max Café Racer เปรียบเสมือนการเกิดใหม่ของโปรเจกต์สตรีทไฟเตอร์อย่าง Bronx Streetfighter ที่เคยถูกยกเลิกไป แม้ว่าในครั้งนี้ดีไซน์จะได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น XLCR ในยุค 1970 ที่มีอายุการทำตลาดค่อนข้างสั้น XLCR ซึ่งออกแบบโดย Willie G. Davidson ประสบความล้มเหลวในด้านยอดขายในยุคนั้น แต่หลังจากนั้นมันกลับกลายเป็นของสะสมเนื่องจากความหายากและจุดยืนที่ไม่เหมือนใครในทำเนียบของ H-D สำหรับรถต้นแบบ RMCR นั้นมาพร้อมเครื่องยนต์ V-twin ตระกูล Revolution Max ขนาด 1252cc แบบเดียวกับที่ใช้ใน Pan America และ Sportster S เช่นเดียวกับในรุ่น Pan America มันมีโครงหน้าแบบท่อเหล็กที่ยึดติดกับฝาสูบเพื่อจับโช้คหน้า ในขณะที่สวิงอาร์มและซับเฟรมเบาะนั่งจะถูกยึดติดกับกระบอกสูบด้านหลัง
Öhlins เป็นผู้จัดหาโช้คหน้า ซึ่งมาพร้อมกับคาลิปเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์จาก Brembo และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ในขณะที่โช้คเดี่ยวจากแบรนด์สวีเดนเดียวกันนี้จะรองรับสวิงอาร์มโลหะผสมหล่อที่ดูเหมือนจะมีดีไซน์เหมือนกับที่ออกแบบไว้สำหรับรุ่น Bronx เป็นที่น่าจดจำว่า Bronx เคยถูกนำเสนอในงาน EICMA เมื่อปี 2019 แต่กลับถูกยกเลิกไปก่อนที่จะถึงขั้นตอนการผลิตจริงเพียงไม่นาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ Matt Levatich ผู้ดูแลการพัฒนาแผนผลิตภัณฑ์ “More Roads to Harley-Davidson” ต้องลงจากตำแหน่งซีอีโอ แผน “More Roads” มุ่งเน้นไปที่การขยายไลน์อัพของ Harley อย่างกว้างขวาง ซึ่งนำไปสู่รถมอเตอร์ไซค์แนวแอดเวนเจอร์อย่าง Pan America และโปรเจกต์รถไฟฟ้า LiveWire และเดิมทีตั้งใจจะรวมรถแนวคาเฟ่เรเซอร์, สปอร์ตไบค์, สตรีทไฟเตอร์ และสแตนดาร์ด เข้าไว้ด้วยกัน ควบคู่ไปกับรถครุยเซอร์ซึ่งเป็นตัวทำเงินหลักของ Harley
Jochen Zeitz อดีต CEO ของ Harley เคยล้มเลิกแนวคิดเดิมๆ เกือบทั้งหมด ยกเว้นบางโปรเจกต์ที่ไปไกลเกินจะหยุด เขาหันมาโฟกัสที่ไลน์รถครุยเซอร์ ผ่านแผน “Rewire” และต่อด้วย “Hardwire” ที่เน้นกำไรต่อคันมากกว่าการเพิ่มกำลังผลิต ซึ่งช่วยให้รายได้ปี 2022 พุ่งใกล้ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2015 แม้ก่อนหน้านั้นการผลิตจะลดลงราว 80,000 คันก็ตาม แต่รายได้และยอดขายทั่วโลกก็ร่วงลงในเวลาต่อมา ปัจจุบัน Zeitz ก้าวลงจากตำแหน่ง และ Artie Starrs ขึ้นเป็น CEO คนใหม่ อาจนำไปสู่การปรับกลยุทธ์และเปิดทางให้เกิดไลน์มอเตอร์ไซค์ใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มกว้างขึ้น แม้ RMCR จะยังเป็นเพียงต้นแบบ แต่ก็เรียกความสนใจจากผู้ขี่ที่ปกติอาจไม่เคยคิดซื้อ Harley-Davidson ได้ไม่น้อย
กลิ่นอายของยุค “More Roads” ยังคงขยายไปไกลกว่าสวิงอาร์มแบบ Bronx และเครื่องยนต์ Revolution Max ของ RMCR ย้อนกลับไปในปี 2018 ตอนประกาศแผนนี้ Harley ได้ปล่อยวิดีโอที่โชว์โมเดลออกแบบรถมอเตอร์ไซค์อนาคตที่เป็นไปได้ รวมถึงรุ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากซูเปอร์ไบค์ VR1000 แม้จะเป็นรถฟูลแฟริ่ง แต่โมเดลดินเหนียวขนาดจริงคันนั้นก็มีดีไซน์ด้านหน้าที่คล้ายกับการออกแบบหน้ารถทรงลาดเอียงกลับด้านแบบที่เห็นใน RMCR
RMCR หรือสิ่งที่คล้ายกันนี้จะไปถึงขั้นผลิตจริงได้หรือเปล่า? คงต้องรอให้เวลาเป็นตัวตัดสิน เพราะ Harley-Davidson มีประวัติไม่ค่อยดีนักกับการบุกตลาดใหม่ๆ มักเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดในเศรษฐกิจโลกมาขัดจังหวะเสมอ อย่างตอนซื้อ MV Agusta ในปี 2008 ก็ต้องพับแผนเพราะวิกฤตการเงินปี 2009 จนต้องถอยกลับมาทำครุยเซอร์เหมือนเดิม หรือแผน “More Roads” ที่เปิดตัวพร้อมๆ กับการระบาดของโควิด-19 และล่าสุดกับความขัดแย้งในอิหร่านบวกกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงตั้งแต่เปิดตัว RMCR ทำให้ดูเหมือนว่าคำสาปนี้ยังไม่หมดลง แล้ว RMCR จะไปถึงสายการผลิตจริงและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้ไหม? คงต้องติดตามกันต่อไป

