ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์พรีเมียมสัญชาติอังกฤษ เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ปี 2026 ทั้งกลุ่มโมเดิร์น คลาสสิก โรดสเตอร์ และแอดเวนเจอร์ รวมถึงรุ่นพิเศษ และรุ่นลิมิเต็ด เอดิชัน ได้แก่ Tracker 400 รถสไตล์ Flat Track ที่ผสาน DNA ของไทรอัมพ์อย่างแท้จริง พร้อมด้วย Scrambler 900 มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น สมรรถนะที่เหนือกว่า และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย Trident 660 และ Tiger Sport 660 เพิ่มพละกำลัง ดีไซน์เฉียบคม พร้อมสมรรถนะที่ดีกว่าเดิม รวมถึง Speed Twin Café Racer Edition รถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษที่มาพร้อมความสง่างามเหนือกาลเวลา ผสานสไตล์สปอร์ตร่วมสมัย รวมถึงการเผยโฉมของ Street Triple Moto2™ Edition รถจักรยานยนต์ลิมิเต็ด เอดิชัน ที่ผลิตขึ้นเพื่อร่วมฉลองความเป็นพันธมิตรของ ไทรอัมพ์กับ Moto2™ โดยทุกรุ่นครอบคลุมตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการเดินทางไกลและการผจญภัย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ยุคใหม่ ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสตัวจริงก่อนใคร นอกจากนี้ ยังมอบโปรโมชันสุดพิเศษ รวมถึงข้อเสนอทางการเงินสูงสุด 250,000 บาท ตลอดจนช้อปเสื้อผ้าและอุปกรณ์สวมใส่ที่ลดสูงสุดถึง 30% เฉพาะภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ณ บูธไทรอัมพ์ M10 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569

นายชินศักดิ์ กิตติอมรกุล ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือ Motor Show 2026 ไทรอัมพ์พร้อมเดินหน้าสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ครอบคลุมหลากหลายสไตล์ของผู้ขับขี่ เริ่มต้นด้วย Tracker 400 รถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุดในกลุ่มเครื่องยนต์ 400 ซีซี ที่ทุกคนตั้งตารอคอย นำเสนอดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง ผสานเส้นสายที่ดุดัน มอบรูปลักษณ์แบบ Flat Track อย่างชัดเจน พร้อมดีไซน์คลาสสิกตามแบบฉบับไทรอัมพ์ มาพร้อมเครื่องยนต์ TR-Series ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้พละกำลังสูงสุด 42 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นและสมรรถนะรอบสูงที่เร้าใจ วิวัฒนาการล่าสุดนี้จึงมอบกำลังสูงสุดที่เพิ่มขึ้นถึง 5% และมอบแรงบิดสูงสุดไว้ที่ 37.5 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบต่อนาที ทำให้เป็นการผสานรวมคุณภาพระดับพรีเมียมและราคาที่เข้าถึงได้ มอบความคุ้มค่าเหนือระดับให้ผู้ขับขี่

ด้านรูปลักษณ์โดดเด่นด้วยแฮนด์บาร์แบบแบนและกว้าง พร้อมที่พักเท้าที่ปรับตำแหน่งใหม่ เพื่อการขับขี่ที่เหนือชั้น เสริมด้วยโครงรถที่ออกแบบมาเฉพาะ และระบบช่วงล่างระดับพรีเมียม ทั้งโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม. ชุบอะโนไดซ์สีดำ ขณะที่โช้คหลังแบบแก๊ส Monoshock RSU พร้อมระบบปรับพรีโหลดสำหรับผู้โดยสารซ้อนท้าย ผสานเทคโนโลยีการขับขี่ขั้นสูง เช่น ระบบ Torque Assist Clutch ระบบ Traction Control แบบเปิด-ปิดได้ และระบบ ABS ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายและเพลิดเพลิน ส่วนด้านดีไซน์ประกอบด้วย ครอบเบาะ แผงป้ายทะเบียน ถังน้ำมันทรงเหลี่ยม บังโคลน และล้อดีไซน์ใหม่ จับคู่กับยาง Pirelli MT60 RS รวมถึงป้ายหมายเลข ‘400’ สุดโดดเด่น ทั้งหมดนี้มอบสไตล์ Flat Track พร้อมการยึดเกาะและการควบคุมที่เน้นการขับขี่บนถนนอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Tracker 400 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 182,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สี Racing Yellow สี Phantom Black และสี Aluminium Silver Gloss สะท้อนบุคลิกแบบ Flat Track และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นบนท้องถนน

Scrambler 900 รถจักรยานยนต์ที่ได้วิวัฒนาการครั้งสำคัญด้วยการยกระดับความคลาสสิกอันเป็นไอคอนิกของ แบรนด์ โดยนำเสนอ DNA ดีไซน์เหนือกาลเวลาของไทรอัมพ์ในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Scrambler เอาไว้ รุ่นล่าสุดนี้มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ ขนาด 900 ซีซี ตอบสนองฉับไวและเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ ให้พละกำลังสูงสุด 65 แรงม้า ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร ที่ 3,250 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะที่เข้าถึงได้ตลอดทุกช่วงรอบ ด้านตัวถังที่ประณีตยิ่งขึ้น เฟรมเหล็กกล้าแบบท่อที่ได้รับการออกแบบใหม่ จับคู่กับสวิงอาร์มอะลูมิเนียมหล่อที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักของตัวรถ ระบบช่วงล่างและเบรกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ อาทิ โช้คหัวกลับ Showa ขนาด 43 มม. และโช้คหลังคู่พร้อมกระปุกน้ำมันแยกที่ปรับพรีโหลดได้ จานเบรกหน้าขนาดใหญ่ 320 มม. และคาลิปเปอร์แบบเรเดียล 4 ลูกสูบ ให้กำลังเบรกที่แรงและต่อเนื่องยิ่งขึ้นมอบการควบคุมที่มั่นใจบนทุกสภาพพื้นผิว ด้านล้ออะลูมิเนียมน้ำหนักเบา พร้อมยาง Metzeler Tourance ตอกย้ำความแข็งแกร่งและลุยได้ทุกเส้นทาง

นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อผู้ขับขี่ทั้ง ระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ที่ช่วยเสริมสมรรถนะในการเข้าโค้งยิ่งขึ้น เทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-wire รองรับโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Road, Rain และ Off-road โดยโหมด Off-road จะปิดใช้งานระบบ ABS ที่ล้อหลัง เพื่อการควบคุมที่มั่นใจยิ่งขึ้นบนพื้นผิวถนนที่ท้าทาย รวมถึงแผงหน้าปัดใหม่ผสานตัวเรือนทรงกลมแบบคลาสสิกเข้ากับจอแสดงผล LCD ทันสมัยและหน้าจอ TFT ในตัว เมื่อจับคู่กับบลูทูธที่เป็นอุปกรณ์เสริม ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมโทรศัพท์และเพลง รวมถึงระบบนำทาง Turn-by-turn ได้ อีกทั้งมีพอร์ตชาร์จ USB-C เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และระบบ Cruise Control ที่เป็นอุปกรณ์เสริมสามารถติดตั้งเพิ่มเติมในรถได้ โดย Scrambler 900 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 476,000 บาท มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สี Matt Khaki Green & Phantom Black และสี Mineral Grey & Cosmic Yellow รวมไปถึงตัวเลือกมาตรฐานอย่างสี Urban Grey & Jet Black

สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่น Trident 660 และ Tiger Sport 660 ได้รับการอัปเดตครั้งสำคัญทั้งด้านเครื่องยนต์และการปรับปรุงโครงรถและสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้น โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบ 660 ซีซี มอบกำลังสูงสุดอยู่ที่ 95 แรงม้า ที่ 11,250 รอบต่อนาที เพิ่มขึ้น 14 แรงม้า โดยรอบสูงสุดเพิ่มขึ้น 20% เป็น 12,650 รอบต่อนาที เพื่อความคล่องตัวที่มากขึ้นในช่วงรอบสูง แรงบิดก็เพิ่มขึ้นเป็น 68 นิวตันเมตร ที่ 8,250 รอบต่อนาที โดย 80% ของแรงบิดนั้นพร้อมใช้งานตั้งแต่ 3,000 รอบต่อนาที ไปจนถึงเกือบ 12,000 รอบต่อนาที ทำให้มั่นใจได้ถึงสมรรถนะที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นตลอดช่วงรอบเครื่องยนต์ ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในฮาร์ดแวร์ของเครื่องยนต์ รวมถึงการเปลี่ยนจากลิ้นปีกผีเสื้อเดี่ยวเป็นลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 44 มม. สามตัวแยกกัน การปรับปรุงสมรรถนะได้รับการเสริมด้วยการปรับปรุงชิ้นส่วนสำคัญหลายรายการ ทั้งระบบไอเสียได้รับการออกแบบใหม่โดยใช้ท่อไอเสียแบบ 3 ออก 1 พร้อม Catalyst ที่ได้รับการปรับปรุง และท่อเก็บเสียงแบบใต้ท้องรถ ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์สามสูบ

ขณะเดียวกันทั้ง 2 รุ่นยังคงรักษาความคล่องตัว และการควบคุมที่มั่นใจได้ไว้เช่นเดิม ด้วยเฟรมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่และระบบกันสะเทือนหลังใหม่จาก Showa พร้อมการปรับตั้งค่าพรีโหลดและคืนค่าได้ ผสานกับโช้คหน้าหัวกลับ Showa ขนาด 41 มม. ระดับพรีเมียม รวมกับโช้คหลังใหม่ RSU และการปรับแต่งที่ดียิ่งขึ้น เมื่อรวมกับเทคโนโลยีที่เน้นผู้ขับขี่ ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการเชื่อมต่อ ทั้งระบบคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-wire ช่วยให้เลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Road และ Rain โดยแต่ละโหมดจะปรับการตอบสนองของคันเร่ง ระบบ ABS และระบบ Traction control ให้เหมาะสมกับสภาพถนนที่แตกต่างกัน รวมถึงระบบ IMU แบบ 6 แกน ทำงานร่วมกับระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Optimised Cornering Traction Control แบบเปิด-ปิดได้ มอบความมั่นใจและการควบคุมในทุกการเข้าโค้ง เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนน อีกทั้งระบบ Triumph Shift Assist ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้โดยไม่ต้องใช้คลัตช์ ในขณะที่ระบบ Cruise Control ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ทำให้การขับขี่ระยะไกลสะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งล้ออะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปน้ำหนักเบาและยาง Michelin Road 5 ให้การยึดเกาะและการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพถนน ขณะที่จานเบรกคู่ขนาด 310 มม. พร้อมคาลิปเปอร์ Nissin สองลูกสูบ ให้ประสิทธิภาพการเบรกที่แข็งแกร่งและคาดการณ์ได้ สายเบรกแบบถักและคันเบรกที่ปรับระยะได้ช่วยให้ผู้ขี่รู้สึกและควบคุมได้อย่างสม่ำเสมอ การผสมผสานนี้ทำให้ Trident 660 มีความสปอร์ตและขับขี่สนุกสนานยิ่งขึ้น ในขณะที่ Tiger Sport 660 มอบความสามารถในการเดินทางไกลที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะขับขี่สองคนหรือบรรทุกสัมภาระเต็มที่

ด้านรูปลักษณ์Trident 660 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 329,000 บาท ถังน้ำมันได้รับการออกแบบใหม่ให้กว้างขึ้น พร้อมช่องเว้าสำหรับวางเข่า และเบาะนั่งแยกส่วนสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ความใส่ใจในทุกรายละเอียดสะท้อนอยู่ทั่วทั้งคันทั้งโลโก้ Triumph ที่ออกแบบอย่างประณีตบนแคลมป์แฮนด์ ฝาถังน้ำมัน รวมถึงผสานอยู่ในชุดไฟหน้าและไฟท้ายอย่างกลมกลืน สายเคเบิลและท่อต่าง ๆ ถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อย ช่วยให้ภาพรวมของตัวรถดูสะอาดตาและพรีเมียมยิ่งขึ้น โดยมีตัวเลือกสี 3 สีให้เลือก ได้แก่ Cosmic Yellow และสี Stone Grey ซึ่งเป็นสีพิเศษ รวมทั้งสี Snowdonia White เป็นสีมาตรฐาน ซึ่งทุกสีมาพร้อมลวดลายกราฟิกที่โดดเด่น ช่วยตอกย้ำเอกลักษณ์ความเป็นโรดสเตอร์สมัยใหม่ของ Trident อย่างชัดเจน
ส่วน Tiger Sport 660 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 369,000 บาท มาพร้อมรูปลักษณ์ตัวถังและการออกแบบใหม่ที่ช่วยเสริมความโดดเด่นและสมรรถนะในการเดินทาง ถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้น 18.6 ลิตร ช่วยเพิ่มระยะทางสำหรับการผจญภัยที่ยาวนานขึ้น ในขณะที่ชิลด์หน้าปรับระดับได้สามารถปรับได้ง่ายด้วยมือเดียว โดยมี 3 สีให้เลือก โดยสีพิเศษ ได้แก่ สี Interstellar Blue & Mineral Grey และสี Silver Ice & Intense Orange รวมถึงสีมาตรฐานคือสี Pure White

ต่อด้วย Speed Twin Café Racer Edition รถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 800 คันทั่วโลก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถจักรยานยนต์สไตล์คาเฟ่เรเซอร์ของอังกฤษในยุค 1960 โดยใช้พื้นฐานจาก Speed Twin 1200 RS มาร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ 1200 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 7,750 รอบต่อนาที และมอบแรงบิด112 นิวตันเมตร ที่ 4,250 รอบต่อนาที ด้านรูปลักษณ์ดีไซน์สปอร์ตสุดหรู โดดเด่นด้วยท่าทางการขับขี่ที่ต่ำและกระชับมือ ซึ่งเกิดจากแฮนด์แบบคลิปออน รูปทรงเบาะนั่งเดี่ยวที่เพรียวบาง และความใส่ใจในรายละเอียดอย่างประณีตทั่วทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็นกระจกมองข้างแบบติดปลายแฮนด์ช่วยเสริมรูปทรงที่ดูสะอาดตา ฝาครอบคลัตช์และฝาครอบอัลเทอร์เนเตอร์ที่มาพร้อมตราสัญลักษณ์ไทรอัมพ์ ฝาครอบน็อตหัวกระบอกสูบสีดำ และแผ่นรองเข่าที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มรายละเอียดที่ดูเรียบง่ายแต่โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีส่วนเพิ่มเติมที่ใช้งานได้จริง ได้แก่ ที่วางเท้าสำหรับผู้โดยสาร โดยที่วางเท้าจะถูกถอดออกเป็นมาตรฐาน และมีให้ในกล่องสำหรับเจ้าของที่ต้องการกลับมาใช้งานแบบสองที่นั่งได้อีกครั้ง

เมื่อผสานประสิทธิภาพที่ทันสมัยเข้ากับเอกลักษณ์แบบคลาสสิก พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เน้นการตอบสนองมากขึ้น ด้วยแฮนด์บาร์แบบคลิปออนที่ต่ำลง ลักษณะการขับขี่ที่คล่องตัวได้รับการสนับสนุนจากระบบกันสะเทือนระดับสูงสุด โดยใช้โช้คหน้า Marzocchi ที่ปรับได้เต็มที่ จับคู่กับโช้คหลัง Öhlins ด้านระบบเบรก ประกอบด้วยคาลิปเปอร์คู่ Brembo Stylema ทำงานร่วมกับจานเบรกขนาด 320 มม. ขณะที่ยาง Metzeler Racetec RR K3 ประสิทธิภาพสูงติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ให้ประสิทธิภาพการเบรกที่มั่นใจได้ อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งได้ผ่านโหมดการขับขี่ Road, Rain และ Sport ช่วยให้การตอบสนองของเครื่องยนต์เหมาะสมกับสภาพถนนและความต้องการของผู้ขับขี่ ระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน รวมทั้งระบบ Triumph Shift Assist เพื่อเติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบ Speed Twin Café Racer Edition จึงใช้โทนสีสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งรถของอังกฤษ โดยผสมผสานสี Competition Green & Aluminium Silver เข้ากับล้ออัลลอยสี Aluminium Silver และโคมไฟหน้าสี Competition Green ที่เข้ากันกับตัวรถ ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 725,000 บาท
พร้อมกันนี้ภายในบูธไทรอัมพ์ ยังรวมหลากหลายไฮไลท์ให้ทุกคนได้มาสัมผัสอย่างใกล้ชิด อาทิ พบคันจริงของ “Street Triple Moto2™ Edition” รถจักรยานยนต์รุ่นลิมิเต็ด เอดิชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อร่วมฉลองความเป็นพันธมิตรของไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กับการแข่งขันรายการ Moto2™ ที่อัดแน่นทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลกเท่านั้น รวมถึงมอบโปรโมชันสุดพิเศษให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถรุ่นที่ชอบได้ง่ายขึ้น อาทิ รับข้อเสนอทางการเงินสูงสุดกว่า 250,000 บาท ในรุ่นที่ร่วมรายการ และเลือกช้อปเสื้อผ้าและอุปกรณ์สวมใส่ลดราคาภายในงานสูงสุดถึง 30% ตลอดจนร่วมสนุกกับกิจกรรมรับของที่ระลึกภายในบูธอีกมากมายตลอดการจัดงานทั้ง 12 วัน” นายชินศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวสาร Triumph เพิ่มเติมได้ที่นี่
อ่านข่าวสาร BIMS2026 เพิ่มเติมได้ที่นี่
