เป็นที่ทราบกันดีว่าในการแข่งขัน Moto2 ประจำฤดูกาลปี 2018 นี้ จะเป็นปีสุดท้ายที่ทาง Honda จะให้การสนับสนุนเครื่องยนต์กับทีมแข่งต่างๆ และผู้ที่จะมารับไม้ต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปี 2019 ก็คือ Triumph โดยใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765cc จาก Street Triple มาทำหน้าที่เป็นขุมกำลังหลักแทนเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 599cc จาก CBR600RR ให้กับเหล่าตัวแข่งทั้งหลายในคลาสนี้ และในขณะที่เหล่านักบิดคลาส MotoGP กำลังง่วนกับการทดสอบตัวรถที่สนามลอเซล ประเทศกาตาร์อยู่นั้น ก็ถือเป็นเวลาเดียวกันกับที่ทาง Triumph และ Kalex ได้ร่วมมือทดสอบว่าที่ตัวแข่ง Moto2 ปี 2019 ที่สนามวาเลนเซีย ประเทศสเปน โดยผลปรากฏว่าตัวเลขสถิติเวลาต่อรอบที่ดีที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ก็คือ 1 นาที 36.6 วินาที ซึ่งถือว่าช้ากว่าตัวเลขเวลาต่อรอบที่ดีที่สุดในการแข่งขันปีล่าสุดอยู่ 1.3 วินาทีด้วยกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจในครั้งนี้ก็คือเจ้าว่าที่ตัวแข่ง Moto2…
Author: admin
จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ว่าทาง Harley-Davidson ได้ออกมาประกาศเตรียมวางจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นแรกของค่ายในอีกราวๆ 18 เดือนข้างหน้า และในวันนี้เรากได้มีข่าวความเคลื่อนไวเกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์โมเดลที่ว่านี้อีกครั้งหลังทางค่ายได้เข้าซื้อกิจการของ Alta Motors ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ร่วมชาติที่โดดเด่นในการสร้างโมโตครอสไฟฟ้าเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าสาเหตุที่ทาง Harley-Davidson เลือกที่จะเข้าซื้อกิจการของ Alta Motors ในครั้งนี้นั้นก็เป็นเพราะว่าพวกเค้าต้องการดึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าของค่ายเล็กรายนี้มาใช้กับครุยเซอร์ไฟฟ้าที่พวกเขาจะเปิดตัวในอนาคตซึ่งดูเหมือนว่ามันจะส่งผลดีกับทางค่ายยักษ์ใหญ่อย่างมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทลูกรายใหม่บริษัทนี้ถือว่าเป็นที่ยอมรับในระดับต้นๆของอุตสาหกรรมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันนั้นเองทาง Alta Motors ก็แทบจะเรียกว่าหนูตกถังข้าวสารได้เหมือนกัน เพราะจากข้อตกลงในการซื้อขายกิจการครั้งนี้ ทาง Alta จะได้รับสิทธิเป็นซัพพลายเออร์หลักในเรื่องของชิ้นส่วนไปจนถึงระบบไฟฟ้าต่างๆที่จะใช้กับครุยเซอร์ไฟฟ้าของ Harley แทบทุกชิ้นและทุกคันที่จะส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก ขอบคุณข้อมูลจาก Asphaltandrubbers อ่านข่าวสาร Harley-Davidson เพิ่มเติมได้ที่นี่ อ่านข่าวสาร รถมอเตอร์ไซคืไฟฟ้า เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
จากเหตุการณ์ปรากฏตัวในอินเดียเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อนหลังห่างหายไปเกือบปี จนวันนี้เราจะมาอัพเดทรูปร่างหน้าตาของ Husqvarna Svartpilen 401 กับ Vitpilen 401 แบบใกล้ชิดสุดๆกันอีกครั้ง หลังจากที่มีมือดีสามารถดักถ่ายไว้ได้ชนิดที่เรียกได้ว่าแทบครบทุกเหลี่ยมทุกมุมของตัวรถ โดยในส่วนของบอดี้พาร์ทหรือแฟริ่งตัวรถรอบคันของทั้งสองคันนั้น จากภาพจะเห้็นได้ว่าดีไซน์ของมันเหมือนกันกับตอนยังเป็นโฉมคอนเซปท์แทบไม่มีผิดเพี้ยน แต่แน่นอนว่าก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่นๆไปบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับการทำขายยกตัวอย่างเช่นชุดไฟหน้า LED โคมกลม, มาตรวัดฟูลดิจิตอล, ชุดจานเบรกทรงกลมเรียบปกติ (ในโฉมคอนเซปท์เป็นจากคลื่น), ท่อไอเสียออกข้างตัวรถ (ในโฉมคอนเซปท์ฝั่ง Svartpilen ใช้ท่อออกขนาบซับเฟรม) เป็นต้น และสำหรับรายละเอียดตัวรถในฝั่ง Vipilen ที่จะมาในรูปโฉมของรถมอเตอร์ไซค์แนว Cafe Racer จะมาพร้อมกับชุดแฮนด์จับโช้กวางตำแหน่งใต้แผงคอ, เบาะตอนเดียว, บังโคลนหน้าชิ้นใหญ่, และล้อซี่ลวดรัดด้วยยางเรเดียลสำหรับใช้งานถนนดำ ในขณะเดียวกันทางฝั่ง Svartpilen ก็จะถูกวางจำหน่ายในฐานะรถมอเตอร์ไซค์แนวแสครมเบลอร์หรือแทรคเกอร์ทำให้มันได้รับการติดตั้งชุดแฮนด์บาร์ทรงสูง และชุดล้อซี่ลวดรัดด้วยยางกึ่งหนามเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน ส่วนเบาะนั่งแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นเบาะตอนเดียวแต่จริงๆแล้วมันคือเบาะสองตอนที่ถูกวางตำแหน่งไว้ฝนระนาบแทบจะเท่ากันเท่านั้น ก่อนที่จะเก็บงานช่วงท้ายรถด้วยกันตกขนาดใหญ่ ที่แต่เดิมไม่มีในตัวคอนเซปท์ แถมในตัว Vipilen เองก็ไม่ได้ติดตั้งมาให้สำหรับชิ้นส่วนตรงนี้ ด้านชิ้นส่วนอื่นๆที่จะติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์พื้นฐานเหมือนกันทั้งคู่ก็มีทั้ง ชุดไฟเลี้ยวและไฟท้าย LED, ระบบเบรก ABS จาก Bosch, ชุดระบบกันสะเทือนหน้าหัวกลับขนาดแกน…
ผ่านไปได้ปีกว่าๆนับตั้งแต่มีข่าวครั้งแรกว่าทาง Royal Enfield จะทำการเปิดตัวโมเดลใหม่ที่มาในรูปแบบของโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ จนกระทั่งเมื่อต้นเดือนที่แล้วได้ปรากฏภาพ Spyshot ออกมา และล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ก็ถึงเวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการซักทีกับเจ้า 2018 Royal Enfield Thunderbird 350X และ Thunderbird 500X” อย่างที่เราได้กล่าวไปว่าเจ้า Thunderbird 350X และ Thunderbird 500X ทั้งสองคันนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นรถมอเตอร์ไซค์แนวโมเดิร์นคลราสสิค ทำให้ชิ้นส่วนติดรถต่างๆมีดีไซน์ค่อนข้างร่วมสมัยไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าโปรเจคเตอร์โคมกลมฝังไฟ DRL, ไฟท้าย LED, ล้ออัลลอยด์รัดด้วยยางทูบเลส, ชุดมาตรวัดกึ่งดิจิตอล, ชุดดิสก์เบรกหน้าหลังที่ทำงานร่วมกับระบบเบรก ABS เป็นรุ่นแรกของทางค่าย ด้านเครื่องยนต์ในฝั่งแฝดน้อง 350X เป็นแบบสูบเดียว 346cc พละกำลังสูงสุด 19.6 แรงม้ากับแรงบิดสูงสุดอีก 28 นิวตันเมตร ส่วนแฝดพี่ 500X ก็เป็นเครื่องยนต์สูบเหมือนกันแต่มีขนาดความจุ 499cc พละกำลังสูงสุด 27.2 นิวตันเมตรกับแรงบิดสูงสุดอีก 41.3 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์แมนวลคลัชท์…
หลังจากที่มีกระแสข้อมูลออกมาว่า Hayabusa เจเนอเรชั่นใหม่จะปรากฏตัวโดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ขยายความจุเพิ่มขึ้นเป็น 1,440cc จนถึงกระแสความสนใจจากผู้คนมาได้มากมาย ล่าสุดก็ดูเหมือนทาง Suzuki ยังมีอีกไม้เด็ดที่อาจจะนำมาใช้กับ “เจ้าเหยี่ยวอ้วน” อีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ “ระบบเกียร์แบบกึ่งอัตโนมัติ” หลังมีข้อมูลเผยออกมาว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้ทางค่ายได้ทำการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวโดยมีรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้อ้างอิงในเอกสารเป็น GSX-R1300 รุ่นปัจจุบันประกอบอยู่ โดยเทคโนโลยีระบบเกียร์อัตโนมัติที่เรากล่าวไว้นั้นแม้ว่าฟังดูแล้วจะคล้ายกับระบบเกียร์ DCT ของ Honda ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ว่าจะขี่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจแบบอัตโนมัติ หรือสั่งการขึ้นลงเกียร์ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเสียเวลากำคลัชท์ผ่านปุ่มกดบนแฮนด์บาร์ แต่จากข้อมูลในสิทธิบัตรของ Suzuki นั้นต่างออกไปพอสมควรชนิดว่าคนละเรื่องเดียวกัน จากภาพที่เราแนบมาจะเห็นได้ว่าชิ้นส่วนหมายเลข 41,42 ที่ดูเหมือนปั๊มอะไรซักอย่างนั้นก็คือตัว Actuator หรือกระบอกไฮดรอลิกส์ที่ถูกติดตั้งเข้ามาเพื่อควบคุมคลัทช์ (หมายเลข 41) และการเข้าเกียร์ (หมายเลข 42) เราจึงเห็นได้ว่าเอาจริงๆแล้วระบบนี้ได้ตัดการทำงานของระบบการเข้าเกียร์แบบกลไกอันเดิมๆที่เราคุ้นชินกันทิ้งไปทั้งหมด หลังจากนั้นจึงแทนที่ด้วยระบบสั่งการเข้าเกียร์แบบไร้สาย (ชิ้นส่วนหมายเลข 51) ที่มีกลไกแบบหลอกๆให้ผู้ขับขี่ได้รู้สึกตอนเตะคันเกียร์ว่ามันมีลำดับหรือจังหวะในการเข้าเกียร์เหมือนตอนขับรถเกียร์แมนวลปกติ แต่เอาจริงๆแล้วมันคือเซนเซอร์ที่จะส่งข้อมูลไปยังกล่อง ECU เพื่อสั่งการไปยังตัว Actuator ที่ควบคุมคลัชท์ และการเข้าเกียร์(จริงๆ) ให้ทำงานตามที่ผู้ขับขี่สั่งอีกทอดหนึ่ง อย่างไรก็ตามแม้ว่าตัวรถที่ใช้อ้างอิงในสิทธิบัตรจะเป็น Suzuki Hayabusa รุ่นปัจจุบันที่าจจะต่อยอดไปสู่ All…
เชื่อว่าเป็นใครก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว กับเหตุการณ์ล้อหน้าเสียการควบคุมจนรถเกิดอาการชกมวยแล้วล้มพับไปในที่สุด เพราะไม่มีอะไรบอกได้เลยว่าถ้าเราล้มไปแล้วเราจะปลอดภัยพอที่จะพาตัวเองกลับบ้านได้อีกครั้งหรือไม่ หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็คงไม่โชคดีอย่างเช่นชายที่อยูในคลิปนี้แน่นอน จากในคลิปจะเห็นได้ว่ามันถูกตัดให้เริ่มในจังหวะที่ Kawasaki Z1000 ของชายในคลิปเริ่มเกิดอาการชกมวยไปมาจนเลี้ยงเข้าหาตัวรถหัวลากที่อยู่ด้านขวาไปเรื่อยๆ และล้มพับไปในที่สุดจนตัวเขาเองมุดเข้าไปใต้ท้องหัวลากคันดังกล่าว ซึ่งถ้าโชคร้ายๆจริงๆชายรายนี้คงติดอยู่ใต้ท้องรถบรรทุกคันดังกล่าวและโดนล้อด้านหลังของหางพ่วงเหยียบไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าชายคนนี้ไปทำบุญอะไรมาไว้แค่ไหนถึงทำให้เค้าไถลลอดใต้ท้องรถไปแบบฉิวเฉียดโดยไม่มีกระดูกแตกหรือหักใดๆทั้งสิ้น และดูเหมือนจะมีแค่เพียงแผลถลอกบริเวณเข่า, หน้าแข้ง, รองเท้า, กับฝ่ามือจากการไถลบนพื้นถนนเท่านั้น (อาจจะมีอาการช็อคบ้างเล็กน้อยสังเกตุได้จากเสียงสั่นในช่วงท้ายคลิปที่ชายผู้ประสบเหตุตอบเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆที่เข้ามาถามอาการ) อย่างที่เราได้บอกไปในข้างต้นแล้วว่าถ้าเราล้มไปแล้วเราจะปลอดภัยพอที่จะพาตัวเองกลับบ้านได้อีกครั้งหรือไม่เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับชายในคลิป ดังนั้นทางที่ดีคือตัวเราควรขับขี่ด้วยความไม่ประมาทให้มากที่สุดเท่าที่จะได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเราได้ทุกเมื่อนั่นเอง เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
หลังจากที่ทาง Tech3 ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าในปี 2018 นี้จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่พวกเขาจะทำงานร่วมกับ Yamaha ในเวทีการแข่งขันระดับ MotoGP และคำถามที่เกิดมาแทบจะทันทีหลังข่าวนี้ออกมาก็คือ แล้วใครจะมารับหน้าที่ทีมรองค่ายส้อมเสียงในปี 2019 หรือจะเป็นทีม Sky Racing VR46 ของ Valentino Rossi ? และจากเนื้อในบทความล่าสุดของทางสื่อ Crash.net ซึ่งถือเป็นสื่อที่เชื่อถือได้อันดับต้นๆของวงการมอเตอร์สปอร์ตก็ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า แม้ทาง Sky Racing มีความต้องการที่จะขึ้นมาทำทีมแข่งขันในระดับพรีเมียร์คลาสก็จริง แต่มันจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้แน่นอน เนื่องจากความพร้อมของทีมที่ยังมีไม่พอ เหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ทาง Sky Racing ยังทำทีมในระดับ MotoGP ไม่ได้ก็คือ ความจริงที่ว่าโควต้าจำนวนรถที่สามารถทำการแข่งขันในระดับพรีเมียร์คลาสยังคงครบ 24 คันเท่าเดิมในปี 2019 ไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อย เนื่องจากทาง Tech3 ได้ทำสัญญาให้ความร่วมมือกับทาง KTM ไปแล้วนั่นเอง หรือว่าง่ายๆคือแม้ Tech3 ถอนตัวจาก Yamaha ทำให้โควต้ารถหายไป 2…
ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราต้องทำใจให้ได้กันอยู่แล้ว สำหรับเรื่องจริงที่ว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเราก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามกาล ไม่ว่าจะด้วยอายุการใช้งาน หรือเกิดจากการไม่ค่อยดูแลรักษาของตัวเราเอง โดยในวันนี้เราก็จะมาพูดถึง 5 ปัญหาอันดับต้นๆที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็มักจะทำให้ตัวรถเกิดอาการแปลกๆเกี่ยวกับการควบคุมตัวรถ ไปพร้อมๆกับบอกวิธีแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นให้เพื่อนๆได้รับทราบกัน มาเริ่มกันเลยครับ – สำหรับปัญหาแรกนั้นถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างใกล้ตัวและเกิดขึ้นได้เสมอหากผู้ขับขี่ไม่ใส่ใจในจุดนี้มากพอนั่นก็คือ “ปัญหาล้อหน้าหนืด/หักเลี้ยวยาก” หรือแม้กระทั่งเลี้ยวไปแล้วต้องใช้แรงแขนในการประคองให้รถเลี้ยวอยู่อย่างนั้นเยอะกว่าปกติ โดยสิ่งแรกที่เราอยากให้เพื่อนๆเช็คกันก่อนเลยก็คือ “หน้ายาง” ว่าลักษณะเนื้อยางป้านหรือเรียบติดถนนมากเกินไปหรือไม่ ? ถ้าหากใช่ให้รู้ตัวไว้ก่อนเลยว่า แรงดันลมในยางหน้าของเพื่อนๆอาจจะมีน้อยเกินไป จนทำให้ยางไม่พองตัว หรือแบนติดถนน และผลต่อมาก็คือมีแรงเสียดทานเกิดขึ้นกับหน้ายางมากเกินไปจนตัวเราต้องใช้แรงผลักแฮนด์บาร์เพื่อหักเลี้ยวมากกว่าปกตินั่นเอง ดังนั้นวิธีแก้ในเรื่องนี้ก็ง่ายๆแค่เพียงเติมลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ในกรณีที่รถเพื่อนๆคันไหนมีการติดตั้ง “กันสะบัด” ก็ควรเช็คเพิ่มด้วยนะครับ ว่าถูกเซ็ทความหนืดมาเหมาะสมแล้วหรือยังหลังติดตั้ง และถ้าหากว่าเซ็ททั้งความหนืดกันสะบัดก็แล้ว เติมลมยางเข้าไปก็แล้ว ก็ยังไม่ได้ผล สิ่งที่เราอยากให้เช็คกันต่อก็คือ “น็อตแกนคอ” ว่ามีสนิมหรือฝุ่นไปติดอยุ่บริเวณนั้นหรือไม่ รวมไปถึงการเช็คแรงขันของน็อตแกนคอก็เช่นกัน หากช่างขันไว้แน่นมากเกินไป นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เราหักเลี้ยวแฮนด์รถยากเช่นกัน – ปัญหาต่อมาก็คือ “ปัญหารถกินซ้าย/ขวา” หรือศูนย์ไม่ตรงนั่นเอง โดยถ้าหากว่ารถเพื่อนๆไม่เคยผ่านการล้มหนักจนช่วงหน้าตัวรถเสียหายอย่างรุนแรงมาก่อน และหากปัญหานี้เกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังทำการเปลี่ยนยาง หรือเปลี่ยนโซ่/เสตอร์ สิ่งแรกที่ต้องเช็คก่อนเลยก็คือความตรงของแกนเพลาล้อหลังว่าเท่ากันทั้งซ้ายขวาหรือไม่ ถ้าตรงแล้วต่อไป สำหรับเพื่อนๆที่มีตัวรถใช้ล้อซี่ลวดก็เช็คกันต่อว่ามีซี่ล้อตัวไหนหลวมหรือไม่ หากใช่ให้รีบส่งให้ร้านปรับตั้งเป็นการด่วน และถ้าเอาแบบร้ายแรงที่สุดเลยก็คือขอบล้อเบี้ยว, ลูกปืนล้อแตก,…
จากความจริงที่ว่าในช่วง 2-3 ปีมานี้เวทีการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลก WSBK แททบจะถูกผูกขาดแชมป์โดยสองทีมใหญ่ Kawasaki และ Ducati โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงปี 2017 ที่จำนวนแชมป์กว่า 72 จาก 78 สนามตกเป็นของทั้งสองค่ายนี้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้โพเดี้ยมอันดับหนึ่งต้องผูกขาดโดยสองทีมดังกล่าวนี้อย่างเบ็ดเสร็จเกินไปจนหมดสนุกไปซะก่อน ทางกรรมการจึงได้ออกกฏที่สร้างมาเพื่อควบคุมไม่ให้มีทีมไหนล้ำหน้าชาวบ้านมากเกินไปในปี 2018 ซึ่งในบทความนี้เราจะนำกฏตัดเตอนที่ว่ามาสรุปสั้นๆให้เพื่อนๆได้ทราบกันครับ โดยกฏแรกที่เราจะพูดถึงก่อนเลยก็คือ “การจำกัดรอบเครื่องยนต์” โดยกฏกติกาข้อนี้จะมีผลโดยตรงกับทีมที่มีรถแรงมากเกินไป เนื่องจากถ้าหากกรรมการพบว่าทีมใหนมีตัวแข่งที่แรงกว่าชาวบ้าน (อาศัยการวัดข้อมูลตัวเลขเวลาต่อรอบ, ความเร็วสูงสุด, และผลการแข่งขันในแต่ละสนาม) ทางกรรมการก็จะสั่งลดรอบเครื่องยนต์สูงสุดลงไปราวๆ 250 รอบ/นาที ในขณะเดียวกันหากทีมไหนมีตัวแข่งที่แรงน้อยเกินไปจนไม่สามารถตามคู่แข่งได้ทัน ทางกรรมการก็จะอณญาติให้ทีมแข่งสามารถปรับรอบเครื่องยนต์เพิ่มได้อีก 250 รอบ/นาทีเช่นกัน และสำหรับตัวเลขรอบเครื่องยนต์ที่จะถูกใช้เป็นเลขตั้งต้นตั้งแต่เปิดฤดูกาลนั้น ทางกรรมการก็จะพิจารณาจาก “รอบเครื่องยนต์จริงๆ” ตอนที่ยังเป็นแค่โปรดักชั่นไบค์หรือตอนขายจริงของตัวรถรุ่นนั้นๆ และจะอณุญาติให้ปรับรอบเครื่องยนต์เพิ่มอีกราวๆ 3.3% ซึ่งจะได้ตัวเลขรอบเครื่องยนต์ของแต่ละค่ายดังนี้ – Aprilia RSV4 RF 14,700 รอบ/นาที – BMW S1000RR 14,700…
ด้วยความที่กระแสความนิยมในรถมอเตอร์ไซค์แนวคลาสสิคมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไม่แปลกอะไรนักถ้าเราจะเห็นเหล่าผู้ผลิตหน้าใหม่เน้นเจาะตลาดรถมอเตอร์ไซค์แนวนี้เป็นแบบแรกๆตั้งแต่เปิดแบรนด์ โดยวันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับ Verve Moto แบรนด์น้องใหม่สัญชาติเยอรมันที่เปิดตัวสองแฝด Classic S 125i และ 125i tracker ที่มาพร้อมกับดีไซน์ย้อนยุคทั้งแบบคลาสสิคไบค์และสแครมเบลอร์ไบค์ โดยในส่วนของเครื่องยนต์ของทั้งคู่นั้นเป็นแบบสูบเดียว 125cc ระบายความร้อนด้วยอากาศและสามารถสร้างพละกำลังสูงสุดได้ 11.3 แรงม้า และแรงบิดอีก 9.5 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 5 สปีด ติดตั้งชุดระบบเบรกแบบดิสก์เบรกและชุดระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับเป็นออพชั่นพื้นฐานเหมือนกันทั้งคู่ และถ้าพูดถึงความแตกต่างของสองรุ่นนี้ก็คือทางฝั่ง Classic S 125i นั้นทาง Verve Moto ได้ให้ข้อมุลว่าพวกเขาเลือกออกแบบเจ้านี้โดยใช้ Yamaha SR400 เป็นต้นแบบ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าดีไซน์รอบคันของ Classic S คันนี้มีหน้าตาไม่ได้หนีจากรถมอเตอร์ไซค์ยอดตำนานของค่ายส้อมเสียงมากมายนัก ทั้งถังน้ำมัน ฝาครอบแบต เบาะนั่ง ท่อไอเสีย และล้อซี่ลวดขนาดวงล้อ 17 นิ้วที่รัดด้วยยางหน้าขนาด 110/70-17 และยางหลังขนาด 130/70-17…
