เคยสงสัยกันไหมว่า รถมอเตอร์ไซค์ที่ใส่สลิปเปอร์คลัตช์คันแรกของโลกเนี่ย มาจากไหน? วันนี้ MotoRival จะพามาหาคำตอบ
ถ้าคุณขี่มอเตอร์ไซค์ที่เป็นเกียร์ manual รุ่นใหม่ๆ ในยุคนี้ไม่ว่าจะคลาส 1000cc หรือ 150cc สิ่งหนึ่งที่คุณจะเห็นในสเปกกระดาษ นั่นก็คือ Assist and Slipper Clutch แล้วมันช่วยอะไร? มันจะช่วยให้ขณะที่คุณขี่มาด้วยความเร็ว และลดเกียร์ลงเร็วๆ จะทำให้มีโอกาสน้อยมาก ที่ล้อหลังจะล็อค, ปัด, สะบัด อาการของรถจะยังคงนิ่ง นุ่มนวล
แต่รู้ไหมว่าเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายและปลอดภัยขนาดนี้ มันเกิดจากความ จนตรอก หมดหนทาง ของวิศวกรทีมแข่งรถระดับโลก ซึ่งกำลังพัฒนารถแข่งที่ถูกหลายคนตราหน้าว่าห่วยที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งรถคันนั้นก็คือ Honda NR500 เราจะพาไปย้อนดูว่า Slipper Clutch มันเป็นมายังไง ช่วยแก้ปัญหาอะไรในตอนนั้น

ต้องย้อนกลับไปช่วงปลายยุค 70s รายการแข่งมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลก รุ่น 500cc หรือ MotoGP ในปัจจุบัน ซึ่งกฎตอนนั้นเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าต้องใช้เครื่องยนต์แบบไหน แค่ไม่เกิน 500cc ก็พอแล้ว. ค่ายรถส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Yamaha, Suzuki (ปี 1978 มันก็มีอยู่แค่ 2 ค่าย) ต่างเลือกใช้เครื่องยนต์ 2 จังหวะกันทั้งนั้น เพราะมันเบา และรีดแรงม้าได้เยอะมาก แต่ก็จะมีอยู่คนๆนึง ที่ไม่ยอมตามกระแส เขาคือ คุณโซอิจิโระ ฮอนด้า ผู้ก่อตั้ง Honda นั่นเอง
คุณโซอิจิโระ ฮอนด้า มีความเชื่อว่า เครื่อง 4 จังหวะ คือ อนาคต จึงได้สั่งให้ทีมวิศวกร สร้างรถแข่งเครื่องยนต์ 4 จังหวะ เตรียมไปตบพวกเครื่อง 2 จังหวะ และโปรเจกต์นี้ ใช้ชื่อว่า Honda NR500(1979)
ยังไม่ทันทำอะไร ก็มีปัญหาหลักๆคือ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ มันแรงสู้เครื่องยนต์ 2 จังหวะ ที่มี cc เท่ากันไม่ได้ ทีมวิศวกรของ Honda จึงได้ออกแบบเครื่องยนต์ ลูกสูบวงรี หรือ Oval pistons 8 valves หรือลูกสูบขนมปังที่ชาวไทยเรียกกัน ซึ่งจะมี 8 วาล์วต่อสูบ ก้านสูบ 2 ก้าน เพื่อให้ทำงานเหมือนเครื่อง V8

ผลลัพธ์คือ สามารถรีดรอบเครื่องยนต์ได้สูงถึง 20,000 รอบ/นาที แต่แรงขนาดนี้ มันก็มีราคาที่ต้องจ่าย
สิ่งที่พวกเขาไม่ได้เผื่อใจไว้ ก็คือ อาการของเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ที่รอบจัดขนนาดนี้ ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า Engine Brake เกิดขึ้น และมันฉุดได้รุนแรงมากๆ(ตามรอบเครื่องยนต์) เวลาที่รถวิ่งมาด้วยความเร็ว แล้วทำการ”รูด” เกียร์ลงก่อนเข้าโค้ง แรงฉุดจากรอบเครื่อง จะกระชากล้อหลังอย่างรุนนแรง ทำให้เกิดอาการล้อกระโดด หรือ ล้อล็อคไปเลย ทำให้ควบคุมรถไม่ได้ (ซึ่งแก้ไขด้วยการ Rev Matching ได้ แต่มันมีปัจจัยอื่นๆอีก) และทางออกเดียวก็คือการตัดกำลังเครื่องยนต์ออกจากล้อหลัง เฉพาะตอนรูดเกียร์ลงมาเท่านั้น
และแล้วก็ได้เกิดกลไกเปลี่ยนโลกขึ้นมา ชื่อว่า Back Torque Limiter หลักการของมันก็คือชุดคลัตช์ จะถูกออกแบบมาให้มีกลไกเป็นร่องเฉียงๆ เวลาบิดคันเร่ง คลัตช์จะจับกันแน่นเพื่อส่งกำลังตามปกติ แต่เมื่อลดเกียร์ลง ร่องเฉียงตัวนี้จะดันแผ่นคลัตช์ให้ลื่นออกจากกันอัตโนมัติ ผลลที่ได้คือ แรงฉุดจะถูกตัดทิ้งไป ล้อหลังหมุนได้อิสระ นี่แหละ Slipper Clutch ตัวแรกของโลก

แล้วเจ้า Slipper Clutch ช่วยให้ Honda คว้าแชมป์ได้บ้างไหม?
คำตอบคือ ไม่เลย! เพราะ NR500 ถือเป็นรถที่ล้มเหลวมาก เครื่องยนต์มีความซับซ้อนเกินไป, พังบ่อย, ไฟไหม้บ้าง จนโดนแซวว่ารหัส NR = Never Ready สุดท้าย Honda ก็พับโปรเจกต์ไป หลังจากตรัสรู้ว่ามันยังไม่เวิร์ค แล้วก็หันกลับไปใช้เครื่อง 2 จังหวะตามคนอื่น ก่อนจะแก้ไขได้ในยุคหลังๆ (เป็น 10 ปีเลย!)

แต่อย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ เทคโนโลยี มันไม่ได้ตายไปด้วย ความลับของ Slipper Clutch ถูกส่งต่อไปยังค่ายอื่นๆ รถสปอร์ตในยุค 90s อย่าง Ducati (ในคราบรถแข่ง WSBK) และแบรนด์จากอิตาลีอย่าง STM หรือ Adler (APTC) ก็รับช่วงต่อ นำไปพัฒนาใส่รถแข่งให้ค่ายต่างๆ
แล้วรถตลาดที่ขายให้ตาสีตาสา รุ่นไหนที่ใส่ Slipper Clutch มาให้เป็นค่ายแรก?
ตำนานนี้ก็ยังคงเป็นของค่ายปีกนก แต่ตามมาติดๆ ด้วยค่ายยักษ์เขียวที่ทำให้มันแพร่หลาย
รถคันแรกในตลาดโลกที่ใส่ Slipper Clutch

Honda VFR750R (รหัสตำนาน RC30) – ปี 1987 นี่คือรถมอเตอร์ไซค์ที่วางจำหน่ายจริงคันแรกของโลกที่ใส่กลไกนี้มาให้ (ตอนนั้น Honda เรียกว่า One-way torque limiter) แต่มันมีข้อแม้เล็กน้อยคือ RC30 เป็นรถสไตล์ Homologation Special หรือรถที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวางขายให้ผ่านกฎข้อบังคับในการลงแข่ง World Superbike (WSBK) ผลิตมาจำนวนจำกัดและมีราคาแพงหูฉี่ มันจึงไม่ใช่รถที่คนทั่วไปหาซื้อมาขี่เล่นบนถนนได้ง่ายๆ

Kawasaki ZXR750 – ปี 1989 เพียง 2 ปีต่อมา Kawasaki ก็เอาบ้าง ด้วยการใส่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “Back-Torque Limiter” ลงในรถสปอร์ตคลาส 750cc ของตัวเอง นี่ถือเป็นรถตลาดที่ผลิตจำนวนมาก (Mass Production) คันแรกๆ ที่ทำให้คนทั่วไปเริ่มได้สัมผัสเทคโนโลยีนี้บนถนนจริง
ใครทำต่อมาเรื่อยๆ จน “ฮิต” ทั่วบ้านทั่วเมือง?
แบ่งออกเป็น 2 ยุคหลักๆ
1. ยุคทำให้เป็น “ของแต่งเทพ”
- Ducati และแบรนด์ของแต่งอิตาลี (STM / Adler): ในยุคนี้ Slipper Clutch เป็นสัญลักษณ์ของความพรีเมียมและความดุดันในสนามแข่ง Ducati นำระบบนี้มาใช้กับเครื่องยนต์ L-Twin ควบคู่กับ “คลัตช์แห้ง” (Dry Clutch) ทำให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ แคร็กๆๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ใครได้ยินเสียงนี้ตามแยกไฟแดงจะรู้ทันทีว่า “คันนี้ของแท้” ระบบนี้ฮิตมากในหมู่คนเล่นรถซูเปอร์ไบค์ตัวท็อป แต่ราคายังสูงและดูแลรักษายาก
2. ยุคเจาะตลาดรถบ้าน
- Kawasaki : Kawasaki คือค่ายที่ใจป้ำที่สุดในการผลักดันเรื่องนี้ เริ่มจากการจับ Slipper Clutch มาใส่ในรถสปอร์ตพิกัด 600cc อย่าง Ninja ZX-6R (636) ในปี 2003 ซึ่งถือว่าฮือฮามากในยุคนั้นแต่จุดที่ทำให้มันกลายเป็นของที่ทุกคนต้องมีจริงๆ คือตอนที่ Kawasaki เปิดตัว Ninja 300 ในปี 2013 พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “Assist & Slipper Clutch” นี่คือครั้งแรกที่รถคลาสเริ่มต้นระดับไม่เกิน 300cc ได้เทคโนโลยีระดับรถแข่ง แถมยังกำคลัตช์ได้เบานิ้วสุดๆ
- บริษัท F.C.C. (ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ): ความฮิตในยุคปัจจุบันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีบริษัทผลิตชิ้นส่วนสัญชาติญี่ปุ่นชื่อ F.C.C. พวกเขาคือผู้คิดค้นและพัฒนาโครงสร้างกลไก “Assist & Slipper Clutch” ให้มีขนาดกะทัดรัด ผลิตได้จำนวนมากในราคาถูกลง จนสามารถส่งชิ้นส่วนนี้ให้ทั้ง Honda, Yamaha, Kawasaki และ Suzuki นำไปใส่ในรถของตัวเอง
- Yamaha (ผู้บุกเบิกตลาด 150cc): หลังจากที่รถ 300cc มีกันหมดแล้ว Yamaha ก็สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการใส่ Assist & Slipper Clutch ลงในรถคลาส 155cc อย่าง YZF-R15 และ MT-15 ทำให้วัยรุ่นและผู้ใช้รถในชีวิตประจำวันทั่วไปเข้าถึงความปลอดภัยและความนุ่มนวลนี้ได้ในราคาที่จับต้องได้
สรุปแล้ว Honda ถือเป็นผู้บุกเบิกเรื่องนี้ และ Ducati ก็ไปทำให้มันดูแรร์ดูล้ำ ด้วยการเอาไปใส่ในรถ Homologation สำหรับลงแข่ง WSBK และสุดท้าย Kawasaki ทำให้ตาสีตาสา เข้าถึงมันได้ ในราคาประหยัด ทำให้มันกลายเป็นของสามัญประจำบ้านที่มอเตอร์ไซค์ยุคใหม่ขาดไม่ได้

