จะวิ่ง FoodDelivery มอเตอร์ไซค์แบบไหนน่าใช้ ข้อดี/ข้อเสียเป็นไงบ้าง ? มาดูกัน

0

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าด้วยสถานการณ์วิกฤต COVID-19 ที่ส่งผลกระทบหนักมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้เพื่อนๆต้องว่างงาน หรือมีงานน้อยลง ดังนั้นเราจึงต้องหาทางเลือกประกอบอาชีพอื่นๆเพิ่มเติม ซึ่งหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอันดับต้นๆในตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้นการสมัครเป็นคนขี่รถส่งของ หรืออาหารแบบเดลิเวอร์รี่

แต่เพื่อนๆบางคนก็อาจจะไม่ทราบว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่ตนมีนั้น เหมาะกับการเอามาใช้ทำอาชีพนี้หรือไม่ ดังนั้นในวันนี้เราจึงจะมาดูกันสักหน่อยดีกว่าครับว่า รถมอเตอร์ไซค์แต่ละประเภทนั้นจะมีข้อดีข้อเสียในด้านใดบ้างเมื่อนำมาใช้ประกอบอาชีพขี่รถส่งของเช่นนี้

2019-Honda-Wave-110i-launch-pic-04
1. รถมอเตอร์ไซค์แม่บ้านเกียร์วน พิกัดไม่เกิน 150cc
รถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ ถือเป็นประเภทที่เหมาะที่สุดแล้วสำหรับการนำมาใช้งานส่งของเดลิเวอร์รี่ เนื่องจากมีขนาดที่เล็ก น้ำหนักเบา คล่องตัว และประหยัดน้ำมัน ทำให้ต้นทุนในการขนส่งสินค้าแต่ละครั้งต่ำมากๆ นอกจากนี้ยังดูแลรักษาง่าย หากรถเกิดเสียระหว่างทางขึ้นมา ร้านซ่อมใกล้ๆที่ไหนก็สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ก่อนได้

Review-2020-NMAX-Cover2
2. รถมอเตอร์ไซค์แม่บ้านเกียร์ CVT หรือรถออโต้พิกัดไม่เกิน 150cc
แน่นอนว่าเพื่อความสะดวกสบายอีกขั้น การเลือกใช้รถมอเตอร์ไซค์เกียร์ออโต้เองก็สะดวกสบายดีเลยทีเดียว เพราะเพื่อนๆไม่จำเป็นจะต้องมาคอยเปลี่ยนเกียร์ไปมาในจังหวะซอกแซกไปตามช่องจราจรต่างๆ นอกจากนี้ส่วนใหญ่แล้วมันยังมีพื้นที่เก็บของใต้เบาะที่มากกว่ารถมอเตอร์ไซค์แม่บ้านเกียร์วนอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นในรถมอเตอร์ไซค์ออโต้ยังมีช่องเก๊ะด้านหน้าไว้ให้วางเพาเวอร์แบงค์สำหรับชาร์จโทรศัพท์ที่ต้องเปิดเพื่อรอรับออเดอร์ลูกค้าตลอดเวลา รวมถึงเปิดเพื่อใช้ GPS นำทางด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถออโต้รุ่นใหม่ๆที่มีพิกัดราวๆ 150cc เองก็ยังมาพร้อมกับพอร์ทชาร์จไฟสำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถืออีกต่างหาก เรียกได้ว่าสะดวกสบายสุดๆเมื่อเทียบกับรถมอเตอร์ไซค์แม่บ้านเกียร์วน จะแพ้ประเภทแรกอยู่แค่อย่างเดียวก็คือ มันอาจจะไม่ปราดเปรียวเท่าไหร่นัก ถ้าต้องแข่งกันมุดจริงๆ โดยเฉพาะกับเหล่าพรีเมียมสกูตเตอร์ทั้งหลายที่มีขนาดตัวค่นข้างหนา และอาจจะกินน้ำมันกว่าเล็กน้อย (น้อยมากๆ) แต่ก็แลกมาซึ่งถังน้ำมันที่ใหญ่กว่าโดยส่วนใหญ่ ทำให้วิ่งรอบได้หลายครั้งกว่านั่นเอง

2020-suzuki-gsx-s150-th-05
3. รถมอเตอร์ไซค์เนคเก็ทไบค์-สปอร์ตไบค์พิกัด 150cc-250cc
อาจจะด้วยความที่แต่เดิมไม่ได้ตั้งใจจะซื้อมาใช้ส่งของ แต่เพราะมีคันเดียว ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอามาใช้ แต่ข้อดีของรถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ก็คือ หากเป็นช่วงทางโล่งๆมันก็สามารถวิ่งได้เร็วกว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั้ง 2 ประเภทก่อนหน้าพอสมควร และถ้าหากจะมุดในช่องจราจรที่มีรถติดๆขัดๆเอง ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากเท่าไหร่นัก บางคนถ้าใช้คลัทช์ชำนาญจริงๆก็อาจจะไปได้ไวกว่ารถแม่บ้านด้วยซ้ำ เนื่องจากมิติตัวรถบางคันแคบกว่าระยะแฮนด์ของรถแม่บ้าน ขณะที่แฮนด์ของมันก็สูงกว่ากระจกมองข้างรถบนถนนด้วย

ส่วนข้อเสียก็แน่นอนครับว่า พอมีขนาดเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้น และโดยปกติแล้วมันถูกออกแบบมาเพื่อให้เน้นการใช้งานที่มีพละกำลังจัดจ้านกว่าเดิม ดังนั้นเรื่องอัตราสิ้นเปลืองก็ย่อมแย่กว่าทั้ง 3 ประเภทในข้างต้นอยู่แล้ว นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นรถคลัทช์ จึงทำให้เพื่อนๆอาจจะเมื่อยมือเอาไ้ด้ถ้าต้องขี่มุดช่องจราจรนานๆ แถมถ้าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ประเภทสปอร์ตไบค์ที่ต้องก้มจัดๆบางคันล่ะก็ อาจจะมีอาการปวดไหล่กับปวดหลังตามมาก็ได้ครับ ส่วนประเด็นน้ำหนักตัวนั้นถ้าขี่จนชินจริงแล้ว เราพบว่าไม่ใช้ปัญหาเท่าไหร่นัก ถ้าต้องเอามาขี่ซอกแซกในช่วงรถติดๆ

2020-Yamaha-XMAX300_2
4. รถมอเตอร์ไซค์สกูตเตอร์ พิกัด 300cc-400cc
สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ ความดีงามที่โดดเด่นที่สุดของมัน ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความสบายในการนั่งขี่ เนื่องจากมาพร้อมกับเบาะนั่งที่ใหญ่ และระยะแฮนด์ที่กว้างขวาง รวมถึงมีช่องเก็บสัมภาระที่ใหญ่กว่ารถออโต้พิกัด 150cc อีกระดับ ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องพื้นที่สำหรับเก็บของ แถมพละกำลังเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องหายห่วง ช่วงต้นกระแทกคันเร่งออกได้สบายๆ ปลายก็มีให้เรียกใช้เหลือๆสำหรับการขี่ส่งของ

แต่ส่วนใหญ่แล้ว (หรือจริงๆคือทั้งหมด) รถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้มักมีขนาดตัวด้านกว้างที่กว้างมากๆ และขนาดตัวด้านยาวที่ยาวมากๆดังนั้นปัญหาที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนก็คือการลัดเลาะช่องจราจรต่างๆจะทำได้ยากกว่าปกติ เมื่อเทียบกับรถมอเตอร์ไซค์ทั้ง 4 ประเภทก่อนหน้ารวมถึงประเภทหลังๆที่เราจะนำเสนอต่อจากนี้

2017-CRF250M
5. รถมอเตอร์ไซค์เอนดูโร่ไบค์-โมตาร์ด 150cc-250cc
ก็อาจจะจริงอยู่ว่าถ้าเทียบกันแล้ว รถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้มีทั้งความปราดเปรียวและคล่องตัวในการมุดช่องจราจรไม่แพ้รถมอเตอร์ไซค์แม่บ้าน อัตราเร่งช่วงต้นก็ดีดดิ้นสุดๆเมื่อเทียบกันรถมอเตอร์ไซค์แบบอื่นๆเพราะอัตราทดเกียร์จัดมากๆ แต่ด้วยเบาะที่ค่อนแคบจึงทำให้หากต้องขี่ไปนานๆ นี่คือรถมอเตอร์ไซค์ที่จะสร้างภาระให้กับบั้นท้ายของเรามากที่สุดเลยก็ว่าได้ ไม่เพียงเท่านั้นมันอาจจะแบกของหนักๆได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก เนื่องจากด้วยการเซ็ทอัพช่วงล่างที่ค่อนข้างนุ่ม ทำให้พอมีสัมภาระหนักๆแล้ว ท้ายรถอาจจะกดลงจนหน้าหงายเสียสมดุลรถจนขี่ยากไปอีกนั่นเอง แต่เชื่อว่าเพื่อนๆที่ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้มาแล้วพักหนึ่งคงไม่กังวลเรื่องนี้เท่าไหร่ใช่มั้ยล่ะครับ ?

Kawasaki-Ninja400-TIME2017
6. รถมอเตอร์ไซค์เนคเก็ทไบค์และสปอร์ตไบค์พิกัด 300cc-500cc
อันที่จริงสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ประเภทเนคเก็ทไบค์และสปอร์ตไบค์พิกัด 300cc-500cc นั้น ก็มข้อดีข้อเสียที่ไม่ต่างจากกลุ่มพิกัด 150cc-250cc มากเท่าไหร่นัก เพราะหากกล่าวถึงขนาดตัวของมัน เอาจริงๆแล้วถ้าได้ลองมาใช้ขี่มุดช่องจราจรดู เราก็พบว่ามันไม่ได้มุดยากกว่ากันเท่าไหร่นัก แถมด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ที่มากกว่า จึงทำให้มันอาจจะให้ความรู้สึกที่คล่องตัวกว่าเสียด้วยเวลาที่ต้องกระแทกคันเร่งออกจากช่องจราจร หรือไฟแดง (แต่ไม่ใช่ไปฝ่าไฟแดงเพื่อรีบทำรอบนะครับ) จะติดอยู่ก็แค่ตรงที่ ถ้าบิดเพลินไปหน่อย ค่าน้ำมันก็อาจจะไม่คุ้มค่าส่งเอานั่นล่ะครับ

2019-honda-cb500x-studio-official-17
7. รถมอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งไบค์พิกัด 250cc-500cc
โดยส่วนใหญ่แล้ว รถมอเตอร์ไซค์ประเภททัวร์ริ่ง ที่มีพิกัดราวๆนี้ จะยังมีขนาดตัวที่ไม่กว้างเท่าไหร่นัก จึงทำให้ยังสามารถมุดผ่านรถยนต์นั่ง (รถเก๋ง) เตี้ยๆได้สบายๆไม่น่ากังวลเท่าไหร่นักพอๆกับเหล่าพรีเมียมสกูตเตอร์ ขณะที่ขุมกำลังก็หายห่วง เพราะมีตีนต้นที่ติดมือแน่นอน ส่วนอัตราสิ้นเปลืองก็ต้องยอมรับว่ากินกว่าเหล่า 150cc ลงไปประมาณหนึ่ง เหมือนๆกับเนคเก็ทไบค์ และสปอร์ตไบค์ 300-500cc รวมถึงท่านั่งกับเบาะนั่งเอง ก็ยังรองรับการใช้งานเป็นระยะเวลานานๆได้เป็นอย่างดี จะติดก็แค่เพียงในบางรุ่นอาจจะมีระยะแฮนด์บาร์ที่กว้างไปนิด พอบวกกับการ์ดแฮนด์ที่ติดรถมา หรือเพื่อนๆบางคนอาจจะเอารถไปติดการ์ดแครงก์มา ทำให้ต้องระวังในจุดนี้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

boy2020-test-day-18
8. รถมอเตอร์ไซค์ทุกประเภทที่มีพิกัดเครื่องยนต์มากกว่า 600cc ขึ้นไป
เอาจริงๆเนี่ยรถมอเตอร์ไซค์ที่มีพิกัดใหญ่ขนาดนี้ นอกจากจะมีอัตราสิ้นเปลืองที่เปลืองมากๆเมื่อเทียบกับทั้ง 6 ประเภทก่อนหน้าจนเริ่มไม่คุ้มค่าน้ำมันในการขนส่งสินค้าแต่ละครั้งแล้ว น้ำหนักตัวโดยส่วนใหญ่ของพวกมันก็ยังค่อนข้างเยอะ (ถึงจะบอกว่าเป็นซุปเปอร์ไบค์ก็ตาม) ทำให้อาจจะพลิกเลี้ยวได้ไม่คล่องตัวเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับเหล่าทัวร์ริ่งไบค์ทั้งหลาย เว้นเสียแต่ว่าเพื่อนๆจะมองว่าอย่างน้อยก็ได้เอารถคู่ใจของตนมาขี่โดยที่ไม่เปลืองตังค์เท่ากับวิ่งรถเล่นเปล่าๆช่วงหยุดงาน COVID-19 ดีกว่าอยู่บ้านจนรากงอกล่ะนะครับ ฮ่าๆ

เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ

Share.

About Author

Comments are closed.

error: Content is protected !!