Zero Motorcycles ได้ครองตำแหน่ง GUINNESS WORLD RECORDS® สำหรับ การเดินทางไกลที่สุดของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว หลัง Zero DS ติดตั้ง Power Tank ขี่จากเทือกเขาแอลป์ตอนใต้ของฝรั่งเศสลงไปถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมระยะทาง 436.5 กิโลเมตร
ผู้ขี่คือ Jelle Verstaen สถิติเดิมอยู่ที่ 310.689 กม. ของใหม่จึงเพิ่มขึ้น 125.8 กม. หรือมากกว่า 40% จุดที่น่าสนใจคือรถเป็นรุ่นขายจริง ใช้ยางเดิมจากโรงงาน และไม่มีการโมดิฟายเพื่อสถิตินี้เลย
สรุปตัวเลขสำคัญ
- ระยะทางสถิติใหม่: 436.5 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
- สถิติเดิม: 310.689 กม.
- ส่วนต่าง: 125.8 กม. (มากกว่า 40%)
- รถที่ทำสถิติ: Zero DS + Power Tank ออฟชันจากโรงงาน
- ความจุแบตรวม: 19.2 kWh (แบตหลัก 15.6 kWh + Power Tank 3.6 kWh)
- จุดออกตัว: Les Claux, Vars เทือกเขาแอลป์ตอนใต้ของฝรั่งเศส ราว 19.00 น.
- จุดหมาย: ชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านเขต Camargue
- ความเร็วเป้าหมาย: ราว 52 กม./ชม.
- ใช้เวลาขี่: มากกว่า 8 ชั่วโมง ข้ามคืน
ทำไมต้องเป็น Zero DS?
Jelle ขี่ Zero DS ที่ใส่ Power Tank ซึ่งเป็นออฟชันที่ลูกค้าซื้อได้จริง ความจุจึงเป็น 15.6 kWh + 3.6 kWh = 19.2 kWh ส่วนที่เหลือเป็นรถสต็อกทั้งหมด ใช้ยางเดิมและไม่มีการดัดแปลงใดๆ เพื่อการทำสถิติ
ทีมเลือก DS เพราะชั่งน้ำหนักระหว่างประสิทธิภาพกับความสบายของผู้ขี่ ดังนี้
- ล้อแม็กหล่อ ของ DS ได้เปรียบเรื่องแอโรไดนามิกกว่าล้อซี่ลวดของ DSR/X ซึ่งเป็นรุ่นกำลังสูงกว่า
- มอเตอร์กำลังต่ำกว่า ช่วยให้น้ำหนักรวมของรถน้อยลง
- SR/S ตัวถังเต็มคัน เบาและลู่ลมกว่า แต่ท่านั่งของ DS ตั้งตรงกว่า ซึ่งสบายกว่ามากสำหรับการขี่เกิน 8 ชั่วโมง
เป้าหมายของทริปไม่ได้มีแค่การทำลายสถิติ แต่ต้องการรู้ว่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสายการผลิตจะไปได้ไกลแค่ไหนบนถนนสาธารณะจริง ด้วยเทคโนโลยีที่ลูกค้า Zero มีอยู่แล้ว
3 คัน 3 คน 1 การชาร์จ
Jelle ไม่ได้ขี่คนเดียว ทีมประกอบด้วย
- Jelle Verstaen ขี่ Zero DS + Power Tank ซึ่งเป็นคันทำสถิติ
- Louis Renaud ลูกค้า Zero ชาวฝรั่งเศส ขี่ SR/S ส่วนตัวของตัวเอง เป็นคนรู้เส้นทางแถบนั้น และทำหน้าที่เป็นพยานอิสระ
- Jenny Brookes Sr. Global Brand Manager ของ Zero Motorcycles ขี่ DSR/X สต็อก พร้อมกล้องถ่ายภาพระหว่างทาง
ทีมซัพพอร์ตมีรถตู้ถ่ายวิดีโอ 1 คันตลอดทริป และรถตู้อีก 2 คันคอยรับมอเตอร์ไซค์ที่แบตหมด เพราะทั้ง 3 รุ่นมีความจุต่างกัน จึงไม่มีใครรู้ว่าใครจะไปหยุดตรงไหน
ก่อนออกตัว ทีมสำรวจเส้นทางและหาอะไรกินระหว่างชาร์จที่สถานี EBORN Level 2 จากนั้นออกจาก Les Claux, Vars ราว 1 ทุ่ม มุ่งลงใต้ด้วยถนนสายรองและทางหลวงท้องถิ่น (départementale) ผ่านช่องเขา หมู่บ้าน และชนบทเปิดโล่ง
นี่ไม่ใช่การทดสอบในสนามปิด ต้องเจอถนนและรถจริง และแวะกินขนมกับเข้าห้องน้ำตลอดคืน ฉากรอบตัวค่อยๆ เปลี่ยนจากภูเขาแอลป์เป็นเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ระยะทางสะสมเข้าใกล้สถิติเดิมทีละกิโลเมตร
กลยุทธ์ทำสถิติ ไม่ได้ขึ้นกับแบตใหญ่อย่างเดียว
การไปให้ไกลต้องพึ่งการวางแผนทั้งเส้นทางและวิธีขี่ ทีมวางกลยุทธ์ไว้ 5 ข้อ
1. เลือกถนนที่คนไม่ค่อยใช้
เลี่ยงมอเตอร์เวย์ไปใช้ถนนเลนเดียวสายเล็ก ความเร็วคงที่ได้ง่ายกว่า และถนนแบบนี้มักสวยกว่าด้วย
2. ขี่กลางคืน
สำรวจเส้นทางตอนกลางวัน แต่ลงมือทำสถิติตอนกลางคืน รถบนถนนน้อย ทีมจึงลดการเบรกและการเร่งซ้ำๆ ได้มาก
3. คุมความเร็วให้นิ่ง
แรงต้านอากาศเพิ่มขึ้นตามความเร็ว การรักษาความเร็วปานกลางสม่ำเสมอจึงช่วยลดการใช้พลังงาน เมื่อถนนและกฎจราจรเอื้อ ทีมตั้งเป้าที่ประมาณ 52 กม./ชม.
4. ใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์
ระบบ Regenerative Braking ช่วยเก็บพลังงานคืนตอนลงเขาแอลป์ และการมองโค้งล่วงหน้าช่วยรักษาโมเมนตัมไม่ต้องเบรกโดยไม่จำเป็น
5. ใช้เทคโนโลยีของตัวรถ
- Custom Ride Mode ปรับการส่งกำลังและระดับ Regeneration (ทั้งตอนปล่อยคันเร่งและตอนเบรก) ให้เหมาะกับสภาพถนน
- Cruise Control ช่วยรักษาความเร็วให้คงที่อย่างประหยัด
- Kill Switch ดับมอเตอร์ในบางช่วง เพื่อลดแรงต้านจากระบบขับเคลื่อนและรักษาโมเมนตัม ซึ่งทีมระบุว่าเป็นเทคนิคที่พิจารณาไว้
ไม่มีข้อใดข้อเดียวที่ทำให้ได้สถิติ ทุกอย่างรวมกันจึงช่วยลดการใช้พลังงานและทำระยะทางต่อการชาร์จได้ไกลขึ้น
กลางคืนที่ยาวนาน ทีมสู้ความง่วงยังไง
การขี่ถนนสายรองกลางดึกเป็นชั่วโมงๆ ค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ละคนจึงมีวิธีของตัวเอง ทั้งโทรหาคนที่รักในต่างโซนเวลา ร้องเพลงที่เคยฟังวนซ้ำเมื่อหลายปีก่อน หรือพยายามออกเสียงชื่อเมืองฝรั่งเศสทุกเมืองที่ขี่ผ่านในหมวกกันน็อก
ก่อนออกตัว ทีมถกกันว่าการขี่แบตให้หมดโดยไม่หยุดเลยจะเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือแค่เสี่ยงเกินไป สุดท้ายเลือกพักเป็นระยะ ทั้งเพื่อความปลอดภัยและเพราะระหว่างทางมีอะไรให้ดูมากกว่าด้านในหมวกกันน็อก
จุดแวะหนึ่งคือเมือง Arles ประเทศฝรั่งเศส ทีมอดไม่ได้ที่จะแวะดู อัฒจันทร์โรมัน อายุเกือบ 2,000 ปี จากศตวรรษที่ 1 แล้วจอดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหน้าสนามกลางดึก นั่งดื่ม Red Bull ซึ่งคนโรมันที่สร้างสนามนี้คงไม่เคยนึกภาพไว้แน่ๆ
แต่การพักนานกลางดึกก็มีความเสี่ยงของมัน พออะดรีนาลีนหมด ร่างกายจะเริ่มถามว่าทำไมไม่อยู่บนเตียง ทีมจึงพักสั้นๆ แล้วไปต่อ
สถิติเดิมพังแล้ว แต่ยังไม่มีใครหยุด
ทีมขี่ผ่าน 310.689 กม. ได้ในที่สุด สถิติเดิมถูกทำลายอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีใครหยุด
- Louis Renaud (SR/S): ไปต่อถึง 350 กม. แบตเหลือ 4% พอดีกับตอนที่ฝนเริ่มตกหนัก เขาพอใจที่หยุดที่เลขกลมๆ และที่สำคัญคือได้ลงจากรถไปยืดขาเสียที
- Jenny Brookes (DSR/X): ไปได้ถึง 384 กม. ช่วงหนึ่งมีช่างวิดีโอซ้อนท้ายตอนฝนตกหนัก และขี่ต่อไปอีก 15 กม. หลังหน้าจอแสดงแบตเตอรี่ 0%
ทั้งคู่ผ่านสถิติเดิมไปแล้ว แต่ Jelle กับ Zero DS ยังไปต่อ
100 กม.สุดท้าย สู้กับพายุที่ Camargue
เกือบตลอดทางสภาพอากาศแห้งและขี่สบาย จนมาถึงเขต Camargue พายุใหญ่พัดผ่านพื้นที่ ทำให้ 100 กม.สุดท้ายเจอฝนหนัก และ 25 นาทีสุดท้ายหนักขึ้นอีก มีลมข้างระดับพายุพร้อมฝนตกหนักมาก การบริหารทุกกิโลเมตรและทุกเปอร์เซ็นต์แบตมาตลอดหลายชั่วโมง กลายเป็นการสู้กับสภาพอากาศแทน
แต่ Zero DS ก็ยังไปต่อ ผ่านหลัก 400 กม. ระยะทางไต่ขึ้นเรื่อยๆ จนแบตหมด และ GPS หยุดที่ 436.5 กม.
สถิติเก่าถูกทำลายไป 125.8 กม. เพิ่มขึ้นกว่า 40% หลังการขี่ข้ามคืนที่ทดสอบทั้งคนและเครื่อง ตัวเลขนี้เป็นทางการแล้ว
ขั้นตอนรับรองสถิติ ละเอียดจนไม่มีที่ให้สงสัย
การทำสถิติโลกต้องมีเอกสารและหลักฐานเยอะ ไม่ใช่แค่ขี่ให้ไกล ข้อกำหนดของ GUINNESS WORLD RECORDS® ถูกออกแบบให้เหลือช่องให้สงสัยน้อยที่สุด
- รถต้องเป็นรุ่นขายจริงและไม่มีการดัดแปลง Zero DS + Power Tank จึงเหมาะ เพราะเป็นออฟชันโรงงาน แม้แต่การเปลี่ยนไปใช้ ยางแรงต้านการหมุนต่ำ ก็ทำไม่ได้
- ชาร์จเต็มก่อนออกตัว และ ปิดพอร์ตชาร์จด้วยเทป หากมีการแอบชาร์จระหว่างทางจะเห็นร่องรอยทันที
- GPS Tracker 2 ตัวที่ผ่านการตรวจสอบแบบมืออาชีพ Jelle พกไว้เพื่อยืนยันระยะทาง ความมั่นใจจากหน้าจอรถอย่างเดียวไม่พอสำหรับสถิติโลก
- บันทึก Logbook ตลอดทริป ทั้งเวลา จุดพัก ภาพถ่ายตามสถานที่ และคำให้การของพยาน
- พยาน: Manu De Soomer จากรถตู้ตามหลัง และ Louis Renaud ที่ขี่ SR/S ตามมาในฐานะพยานและผู้ร่วมขี่
- ตรวจสอบ ณ จุดสิ้นสุด: ผู้ตัดสินจาก GUINNESS WORLD RECORDS® ใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงตรวจหลักฐาน บันทึกตัวเลขสุดท้าย และเก็บคำให้การ
436.5 กม. เกิดขึ้นได้ยังไง
ไม่มีเทคนิคลับข้อเดียวที่ทำให้ได้ระยะนี้ ผลมาจากความประหยัดของ Zero DS เอง ร่วมกับการวางแผนเส้นทางและการตัดสินใจเล็กๆ ระหว่างทาง
- ถนนเงียบและความเร็วคงที่ ลดการเร่งและเบรกที่ไม่จำเป็น
- ขี่กลางคืน รถน้อย จังหวะการขี่ไม่ถูกขัด
- ทางลงเขาแอลป์ ช่วยให้บริหารโมเมนตัมและใช้ Regenerative Braking ได้
- ความดันลมยาง มีผลเช่นกัน และตัวรถเป็นสเป็กสต็อก
ส่วนตัวรถ Zero DS ใช้ แบตเตอรี่ Z-Force ความหนาแน่นสูง คู่กับ มอเตอร์ Interior Permanent Magnet แบบระบายความร้อนด้วยอากาศ และระบบขับเคลื่อนที่ออกแบบให้สูญเสียพลังงานน้อย มีระบบ Regenerative Deceleration คืนพลังงานบางส่วนให้แบต ภาพรวมการออกแบบสมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับความอเนกประสงค์และความสบายแบบ Dual-Sport
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เทคโนโลยีลับหรือการโมดิฟายเฉพาะกิจ แต่เป็นของที่อยู่ใน Zero DS ที่ขายจริง ทีมแค่เข้าใจวิธีใช้ให้คุ้มที่สุด
มุมวิเคราะห์: ตัวเลขนี้เทียบกับค่าทางการแค่ไหน
ลองเทียบแบบคร่าวๆ ถ้าหาร 436.5 กม. ด้วยแบตรวม 19.2 kWh จะได้ประมาณ 44 Wh/กม. (ประมาณการจากความจุสูงสุด ไม่ใช่ตัวเลขทางการ)
ค่าทางการของ DS แบตมาตรฐาน 15.6 kWh คือ 249 กม. (ในเมือง), 185 กม. (ทางหลวงความเร็วต่ำ) และ 161 กม. (ทางหลวงความเร็วสูง) ถ้าสมมติประสิทธิภาพเท่ากัน แล้วบวก Power Tank เข้าไป (19.2 ÷ 15.6 ≈ 1.23 เท่า) ระยะในเมืองจะอยู่ราว 306 กม.
ผลจริงที่ได้ 436.5 กม. จึงเกินกว่าตัวเลขในเมืองที่ปรับตามความจุแล้วราว 40% ซึ่งอธิบายได้ด้วยความเร็วต่ำคงที่ราว 52 กม./ชม. ถนนโล่งตอนกลางคืน และการขี่แบบวางแผนมาแล้ว สอดคล้องกับที่ทีมบอกว่าเป็นเรื่องของ “วิธีขี่” ไม่ใช่ “รถพิเศษ”
ครบ 20 ปี Zero Motorcycles
สถิตินี้เกิดขึ้นในปีสำคัญของแบรนด์ ในปี 2026 Zero Motorcycles ครบ 20 ปี นับจากจุดเริ่มต้นในโรงรถที่แคลิฟอร์เนีย ตลอด 2 ทศวรรษ แบตเตอรี่เก่งขึ้น มอเตอร์แรงขึ้น และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเข้าไปอยู่ทั้งถนนในเมือง ถนนภูเขา สนามแข่ง และเส้นทางออฟโรดทั่วโลก
เทคโนโลยีเปลี่ยนไปมาก แต่คำถามเบื้องหลังยังไม่ต่างจากเดิมนัก คือ เป็นไปได้อีกไกลแค่ไหน
Jarno Middelbosch, Sr. Director Global Marketing, Zero Motorcycles กล่าวสรุปว่า Zero ใช้เวลา 20 ปีผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และชุมชนผู้ใช้ก็ขี่สะสมกันหลายล้านกิโลเมตรเป็นการพิสูจน์ สถิติใหม่นี้ยืนยันว่าบริษัทไม่เคยละเลยเรื่องสมรรถนะ และแสดงให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อรถโปรดักชันที่ประหยัดพลังงานมาเจอการขี่อย่างชาญฉลาดและมีวินัย
เขายอมรับว่าระยะทางยังเป็นเรื่องสำคัญของผู้ขี่ EV แต่เทคโนโลยีของ Zero ให้เครื่องมือที่ช่วยใช้ทุกการชาร์จให้คุ้ม ตั้งแต่ระบบเบรกแบบ Regenerative ไปจนถึงระบบขับเคลื่อนที่ประหยัดเป็นพิเศษ
ผลสรุปของทั้ง 3 คัน
| รถ | ผู้ขี่ | ระยะทางที่ทำได้ |
|---|---|---|
| Zero SR/S | Louis Renaud | 350 กม. |
| Zero DSR/X | Jenny Brookes | 384 กม. |
| Zero DS + Power Tank | Jelle Verstaen | 436.5 กม. |
ทั้ง 3 คันผ่านสถิติเดิม 310.689 กม. ได้ และ Zero DS เป็นคันที่ทำสถิติใหม่ไว้ที่ 436.5 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
อยากขี่ EV ให้ไกลขึ้น ทำยังไงได้บ้าง
หลักการจากทริปนี้ใช้ได้กับการขี่ทางไกลและการยืดระยะทางในชีวิตประจำวัน
- คุมความเร็ว แรงต้านอากาศเพิ่มเร็วมากเมื่อความเร็วสูงขึ้น การผ่อนความเร็วช่วยได้ชัดเจน โดยเฉพาะที่ความเร็วสูง
- รักษาโมเมนตัม มองไปข้างหน้า คาดการณ์โค้งและการจราจร หลีกเลี่ยงการเร่งสลับชะลอที่ไม่จำเป็น การขี่นุ่มนวลช่วยประหยัดพลังงาน
- ใช้แอโรไดนามิกให้เป็นประโยชน์ ท่านั่งและการจัดสัมภาระส่งผลต่อกระแสลมมากกว่าที่คิด ลองปรับอย่างปลอดภัยดูว่าแบบไหนเวิร์ก
- เช็กยาง ลมยางที่ถูกต้องลดแรงต้านการหมุน ใช้ตามค่าที่ผู้ผลิตแนะนำ และเลือกยางที่เหมาะกับรถและสภาพถนน
- ใช้ Regeneration อย่างมีเหตุผล การเบรกแบบ Regen คืนพลังงานได้บางส่วน แต่โดยทั่วไป การไม่ต้องชะลอเลยประหยัดกว่าการชะลอแล้วไปเก็บพลังงานคืนทีหลัง
- เลือกสภาพแวดล้อมเมื่อทำได้ อากาศอุ่นและที่สูงช่วยลดแรงต้านอากาศ ส่วนถนนเปียกและผิวถนนหลวมเพิ่มการสูญเสียพลังงาน แต่ ความปลอดภัยและสภาพถนนต้องมาก่อนการไล่ระยะทางเสมอ
ทีมยอมรับว่าไม่ได้ได้เปรียบทุกข้อในทริปนี้ โดยเฉพาะฝนตกหนักในช่วงท้าย แต่หลักการเดิมใช้ได้ตลอด คือ เข้าใจรถ ขี่อย่างมีเป้าหมาย และทำให้พลังงานทุกส่วนมีค่า
สเป็ก Zero DS
ระยะทางวิ่ง (ค่าทางการ แบตมาตรฐาน)
- ในเมือง: 249 กม.
- ทางหลวงความเร็วต่ำ: 185 กม.
- ทางหลวงความเร็วสูง: 161 กม.
มอเตอร์
- แรงบิดสูงสุด: 132 Nm
- กำลังสูงสุด: 45 kW @ 3,650 rpm
- กำลังต่อเนื่อง: 11 kW @ 3,800 rpm
- ความเร็วสูงสุด: 139 กม./ชม.
- ความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง: 105 กม./ชม.
- ประเภท: Z-Force 75-7 ปรับปรุงประสิทธิภาพความร้อน ระบายความร้อนด้วยอากาศ แบบ Interior Permanent Magnet AC
- คอนโทรลเลอร์: ประสิทธิภาพสูง 600 แอมป์ 3 เฟส AC พร้อมระบบชะลอแบบ Regenerative
ระบบกำลัง
- แบตเตอรี่: Z-Force® Li-Ion แบบอัจฉริยะในตัว
- ความจุสูงสุด: 15.6+ kWh
- ความจุนอมินัล: 13.6 kWh
- เครื่องชาร์จ: 3.3 kW ในตัว
- เวลาชาร์จมาตรฐาน: 2.5 ชม. (20-80%) / 3.9 ชม. (0-95%)
- กับ Rapid Charger 6 kW: 53 นาที (20-80%) / 1.4 ชม. (0-95%)
ระบบขับเคลื่อน
- เกียร์: Clutchless Direct Drive
- อัตราทดสุดท้าย: 90T / 20T สายพาน Gates Carbon Drive Moto X9™ และเฟืองล้อแบบ Mudport
ช่วงล่างและเบรก
- โช้กหน้า: Showa 47 มม. Separate Function Cartridge ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้
- โช้กหลัง: Showa piston 46 มม. แบบมีกระปุกแยก ปรับพรีโหลดแบบไม่ใช้เครื่องมือ รวมทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์
- ช่วงยุบหน้า / หลัง: 190 มม. / 190 มม.
- เบรกหน้า: Bosch Base MSC พร้อม Combined Braking (eCBS) และโหมด Off-Road คาลิปเปอร์เรเดียล 4 พอร์ต J-Juan คู่ ปั๊มเรเดียล จานเบรก 320×5 มม.
- เบรกหลัง: Bosch Base MSC พร้อม Combined Braking (eCBS) และโหมด Off-Road คาลิปเปอร์ J-Juan 2×25 มม. แบบลอย จานเบรก 265×4.5 มม.
- ยางหน้า: Pirelli Scorpion Trail II 120/70-19
- ยางหลัง: Pirelli Scorpion Trail II 170/60-17
- ล้อหน้า / หลัง: 3.0 x 19 / 4.5 x 17
ขนาดตัวรถ
- ระยะฐานล้อ: 1,525 มม.
- ความสูงเบาะ: 828 มม. (ชุดแต่งเตี้ย 805 มม. / ชุดแต่งสูง 865 มม.)
- เรก: 25°
- เทรล: 109 มม.
น้ำหนัก
- น้ำหนักรถ (Curb weight): 239 กก.
- น้ำหนักบรรทุก: 260 กก.
ราคา
- RRP: 30,500 ดอลลาร์สหรัฐ
ราคา Zero DS เท่าไหร่?
ราคาที่ประกาศคือ 30,500 ดอลลาร์สหรัฐ (RRP) แปลงคร่าวๆ ที่อัตรา 1 ดอลลาร์ ≈ 33.58 บาท ได้ประมาณ 1.02 ล้านบาท (ตัวเลขนี้เป็นการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ราคาขายในไทย) ข้อมูลที่ได้รับมาไม่ได้ระบุราคาและการจำหน่ายในประเทศไทย ภาษีนำเข้าและโครงสร้างราคาของแต่ละตลาดต่างกัน ต้องรอประกาศจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
สรุป
436.5 กม. ในการชาร์จครั้งเดียวของ Zero DS ไม่ใช่ตัวเลขจากรถโมดิฟายหรือแบตก้อนยักษ์ แต่มาจากรถที่ซื้อได้จริง ใช้ยางเดิม ขี่บนถนนสาธารณะ ผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจาก GUINNESS WORLD RECORDS® ทั้ง GPS 2 ตัว Logbook พยาน และการล็อกพอร์ตชาร์จ
เมื่อรวมกับค่าประมาณ 44 Wh/กม. ที่คำนวณได้ จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่คือผลของการขี่แบบมีวินัย ความเร็วต่ำคงที่ ถนนโล่งตอนกลางคืน และการใช้ Regen กับ Cruise Control อย่างฉลาด ซึ่งผู้ขี่ทั่วไปเอาไปปรับใช้ได้ แม้จะไม่ต้องขี่ข้ามคืนเพื่อทำสถิติโลกก็ตาม
ใครกลัวว่า EV ขี่ไกลไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นหลักฐานที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องจำไว้ว่าเงื่อนไขของสถิติคือความเร็วราว 52 กม./ชม. ไม่ใช่การขี่ทางไกลแบบปกติ ถ้าขี่เร็วบนไฮเวย์ ระยะจริงจะลดลงตามค่าทางการของรถ (161 กม. ที่ความเร็วสูงสำหรับแบตมาตรฐาน)

