รีวิว Kawasaki ZX-10R, ZX-10R SE ณ สนามพีระฯ กับซุปเปอร์ไบค์ดีกรีแชมป์ WSBK 3 สมัย

0

จากบทรีวิวล่าสุดของสองยักษ์เขียวสายซุปเปอร์ชาร์จค่าย Kawasaki ที่เราได้รีวิวกันไปแล้ว กับ 2 คู่หู ซุปเปอร์ชาร์จสายบ้าพลัง อย่าง Ninja H2 และ สายทัวเร่อตัวแรง H2 SX ณ สนามพีระเซอร์กิต (อ่านบทรีวิวได้ที่นี่) มันทำให้เราได้สัมผัสถึงความฟินกันไปอย่างเต็มที่แล้ว แต่ที่จริงมันไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะในวันนั้น แม้จะชื่องาน Supercharger Test Riding แต่ทางค่ายก็ยังไม่พลาดที่จะให้เราได้สัมผัสกับรถ Superbike ของค่ายที่สร้างชื่อในวงการ WSBK จนสามารถคว้าแชมป์มาได้ 3 สมัยติด อย่าง Ninja ZX-10R และเพื่อให้เกาะติดกับกระแสการแข่งขัน 2018 WSBK สนามที่ 2 ซึ่งจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ช่วงปลายสัปดาห์นี้ทีมงาน MotoRival เราต้องขอ พาทุกท่านมาพับกับ รีวิว Kawasaki ZX-10R และ ZX-10R SE สองซุปเปอร์ไบค์เรือธง กันในสนามพีระฯ กันต่อเลยดีกว่าครับ

Kawasaki-Ninja-ZX-10R_SE_3อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีว่าสำหรับลักษณะพื้นฐานของเจ้า ZX-10R นั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์แนว Sport-Replica ทำให้ตำแหน่งเบาะนั่งผู้ขับ แฮนด์บาร์ และพักเท้าถูกจัดวางให้เหมาะสมกับการกางเข่าทิ้งโค้งเป็นที่สุด

kawasaki_zx10r_se_TIME2017_01ส่วนหน้าตาหรือเส้นสายภายนอกก็ยังคงความดุดันตามฉบับของ Kawasaki ไว้ครบถ้วนทั้งไฟหน้าคู่ตัดขอบมุมคมกริบ วินชิลด์ขนาดใหญ่ทรงสูงปานกลางสำหรับช่วยแหวกลมให้กับผู้ขี่ และจุดเด่นสำคัญที่ถือเป็นซิกเนเจอร์หลักของซุปเปอร์ไบค์ตระกูล ZX-10R ก็คือ ช่องแรมแอร์ขนาดใหญ่ตรงกลางที่ช่วยให้อากาศสามารถไหลผ่านเข้าเครื่องยนต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น แน่นอนว่ารวมถึงเส้นสายด้านข้างและด้านหลังตัวรถที่คงสไตล์ตระกูล Ninja ZX ไว้ได้อย่างครบถ้วน

Kawasaki-Ninja-ZX-10R_SE_1จุดเด่นหลักที่ถูกเพิ่มเข้ามาในตัว ZX-10R SE ที่เราไม่พูดถึงก็ไม่ได้โดยเด็ดขาดก็คือชุดระบบกันสะเทือนไฟฟ้า (KECS) ที่ผู้ขับขี่สามารถปรับโหมดการทำงานได้ 3 แบบ ซึ่งก็คือ Road, Track ที่เป็นโหมดช่วงล่างปรับ รีบาวน์/คอมเพรสชั่น เพื่อให้ตรงตามการใช้งานหรือสภาพพื้นถนนและลักษณะการขับขี่ในขณะนั้นแบบอัติโนมัติ และ Manual ซึ่งอย่างหลังสุดนี้ตัวผู้ขับขี่สามารถปรับเลือก รีบาวน์/คอมเพรสชั่น ด้วยตัวเองได้อีกอย่างละ 15 ระดับตามความต้องการ

kawasaki_zx10r_se_TIME2017_03นอกจากนี้ตัวระบบควบคุมโช้กไฟฟ้าที่ว่าดังกล่าวยังสามารถป้อนข้อมูลอัตราการยืดตัวของโช้กหน้าและอัตราการยุบตัวของโช้กหลัง เพื่อให้กล่องควบคุมหลักสามารถรับรู้ถึงอัตราการยกตัวของช่วงหน้าตัวรถเพื่อสั่งตัดกำลังเครื่องยนต์ผ่านระบบป้องกันล้อหน้ายกอีกทีหนึ่งได้ ทำให้ระบบป้องกันล้อหน้ายกของ ZX-10R SE มีความละเอียดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับซุปเปอร์ไบค์รุ่นอื่นๆที่มักอาศัยข้อมูลการยกตัวของช่วงหน้ารถผ่านเซนเซอร์วัดองศา IMU เท่านั้น

kawasaki_zx10r_se_TIME2017_09สำหรับชุดล้อในตัวมาตรฐาน ZX-10R จะเป็นชุดล้ออัลลอยด์ 3 ก้านธรรมดาๆ ขณะที่ SE จะใช้ชุดล้อฟอร์จ 7 ก้านน้ำหนักเบาจาก Marchesini ขนาดไซส์ยางเท่ากันคือ 120/70ZR17 ที่ล้อหน้า และ 190/55ZR17 ที่ล้อหลังแบบเดียวกับ ZX-10RR ติดตั้งมาให้

kawasaki_zx10r_se_TIME2017_11(แต่ในคราวนี้ก็จะทำให้เพื่อนๆสับสนระหว่างตัว SE กับ RR อีกว่าต่างกันตรงไหน โดยเราแนะนำว่าให้สังเกตุที่ตัวครอบเบาะ และขายึดท่อที่ถูกติดตั้งไว้แทนชุดพักเท้าที่ถูกถอดออกไปซึ่งนี่จะเป็นความแตกต่างหลักๆของ ZX-10RR เมื่อมองจากภายนอกเทียบกับรุ่นย่อยอื่นๆครับ)

Kawasaki-Ninja-ZX-10R_SE_4แต่แม้ว่าทาง Kawasaki จะรีดน้ำหนักของชุดล้อในตัว SE ลงไปแล้วก็ตาม อาจจะด้วยความที่ว่าน้ำหนักของชุดระบบกันสะเทือนไฟฟ้าต่างๆที่ถูกเพิ่มเข้ามา ทำให้น้ำหนักของมันยังคงมากกว่าตัวมาตรฐานเล็กน้อย ZX-10R = 207 กก. ด้าน ZX-10R SE = 208 กก. (Curb Mass)

Kawasaki-in-Z125-Launch_08ระบบเบรกทั้ง ZX-10R และ ZX-10R SE จานเบรกหน้าคู่ขนาด 330 มม. ทำงานคู่กับปั๊มเบรกเรเดียลเมาท์รุ่น M50 จาก Brembo คาลิปเปอร์ 4 ลูกสูบ และด้านหลังจานเดี่ยวขนาด 220 มม  ลูกสูบอลูมีนัม

Kawasaki-in-Z125-Launch_11 สำหรับทั้ง 2 โมเดลจะใช้ชุดกันสะบัดไฟฟ้าที่สามารถปรับความหนืดได้อัตโนมัติตามความเร็วที่ใช้ขณะนั้น จาก Ohlins แต่ ZX-10R SE จะเสริมด้วยชุดควิกชิฟท์เตอร์แบบ 2 Way ที่สามารถซิฟท์อัพหรือซิฟท์ดาวน์เกียร์ได้โดยไม่ต้องใช้คลัชท์ตั้งแต่ 2,500 รอบ/นาทีขึ้นไปขึ้นลงชุดเดียวกับตัวท็อปสุดอย่าง ZX-10RR ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองอย่างที่เรากล่าวมานี้ไม่ได้ติดตั้งมาให้ในตัว ZX-10R รุ่นพื้นฐาน

kawasaki_zx10r_se_TIME2017_06ระบบเครื่องยนต์ของทั้ง ZX-10R และ ZX-10R SE เป็นแบบ 4 สูบเรียงขนาด 998cc DOHC 16 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ดูดอากาศเข้าด้วยเรือนลิ้นเร่งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 47 มิลลิเมตร จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด 1 ตัวต่อลูกสูบ สามารถสร้างกำลังสูงสุดได้ที่ 200 แรงม้า และสามารถขยับเพิ่มได้อีกเป็น 207 แรงม้าหากมีลมเข้ามาสู่ช่องแรมแอร์ได้มากพอขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงๆ (เวอร์ชั่นไทยเราถูกตอนอยู่ที่ 179 แรงม้า)

สำหรับการทดสอบขี่ในสนาม

Pon-Ninja-ZX-10R-SE

เริ่มที่ท่าทาง ทั้ง  ZX-10R และ ZX-10R SE มีความสูงเบาะ 835 มม. ผู้เขียนสูง 174 ซม. สวม Racing Boot ยังเหยียบได้แบบเต็มเท้า งอเข่าได้เล็กน้อย

Pon-Kawasaki-ZX-10R_1เครื่องยนต์ทั้ง 2 โมเดล เป็นแบบ 4 สูบเรียงความจุ 1 ลิตร แม้มีกำลังที่โดนตัดทอนกันไปบ้าง แต่ การขี่ด้วยการปรับ Power Mode แบบ Full (ปรับได้ 3 ระดับ) รีดกำลังออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม ก็ถือว่า บิดสนุก เหลือๆ เมื่อเปิดคันเร่งลากรอบเครื่องยาวไปเรื่อยๆ เราจะสัมผัสได้ถึงซุ่มเสียงที่เร้าใจยิ่งขึ้น และอะดรีนาลิีนที่ถูกหลั่งออกมา เมื่อรอบสูงขึ้นเรือยๆ โดยเฉพาะช่วง 8,000-11,000rpm ที่ต้องแอบเกร็งคอ เก็บศอกหนีบ เข่าหนีบถังให้แน่น

PON-Kawasaki-ZX-10R-SEสำหรับจุดที่ผู้เขียนชอบมากใน ZX-10R SE จุดแรกเลยก็คือ Quick Shift Down ที่กระทืบเท้าลงเกียร์ก็จะลดลงให้ทันที ไม่ต้องกำคลัทช์เลย หลังจากขี่ออกตัวไปจนกลับเข้ามาใน Pit เพื่อจอดรถ

Pon-ZX-10Rในหลายจังหวะที่ต้องการ Shift Down เกียร์ลงอย่างรวดเร็ว เพียงแค่กระทืบเท้าลงไปอย่างต่อเนื่อง ลดก็จะมี Engine Brake เข้ามาช่วยดึง แต่ไม่ต้องกังวลว่า Engine จะมาหนัก จนรถมีอาการดิ้นคุมไม่อยู่ ระบบ KEBC นั้นสามารถเข้ามาทำให้จังหวะการลดเกียร์นุ่มนวลลงทำให้คุมรถได้ง่าย เพื่อเตรียมตัวจัดท่าทางเข้าโค้ง ทำได้ง่ายสะดวก รวดเร็วขึ้น

Pon-Ninja-ZX-10R_SEขณะที่อีกจุดหนึ่ง ที่ถือเป็นไฮไลท์ในตัว SE ก็คือระบบกันสะเทือน Semi Active ที่ตอบสนองได้แบบทันท่วงที (Realtime) ช่วงจังหวะที่ขี่ผ่าน Chicane ที่ 2 ของสนามพีระฯ แห่งนี้ จะมีช่วงบั๊มของผิวแทร็ก ที่เราสัมผัสได้ว่า ตัวรถนั้น มีอาการดิ้นของช่วงล่างน้อยกว่าหน่อย เนื่องจาก KECS เข้ามาช่วยจัดการในส่วนของระบบกันสะเทือนให้อย่างเสร็จศัพท์ ทันท่วงที

Pon-Ninja-ZX-10Rนอกจากนั้นโดยรวม ทั้ง ZX-10R และ ZX-10R SE ก็ไม่ถึงกับแตกต่างมากนัก ทั้งคู่ยังคงมีการควบคุมที่ยอดเยี่ยมด้วยพื้นฐานโช้ก Inverted Balance Free Front Fork จาก Showa และกันสะบัด Ohlins แบบไฟฟ้า ซึ่งเมื่อขี่ที่ความเร็วต่ำ ชุดความหนืดจะไม่เข้ามายุ่งกับตัวบังคับเลี้ยวเลยทำให้เลี้ยวง่าย ไม่มีอาการดื้อ แต่เมื่อขี่เร็วขึ้นเรื่อยๆ มันจะปรับความหนืดเองอย่างเหมาะสมที่ความเร็วสูง ในทางตรงเราไม่พบอาการหน้าชกหน้าส่ายให้เห็น แม้ความเร็วจะแตะระดับ 200 กม./ชม.

PON-ZX-10R (2)ขณะที่ระบบเบรกปั๊มหน้า M50 จาก Brembo อันทรงพลัง สามารถพบได้ใน Superbike หลากหลายยี่ห้อ แม้กระทั่ง Ninja H2 ก็ยังใช้ และแน่นอนมันมีแรงดูดชะลอความเร็วลงมาได้อย่างรวดเร็วดีเยี่ยม ที่ความเร็วกว่า 200 กม./ชม. ในทางตรงยาวผ่าน Pit เบรกหนัก กระทืบเกียร์ลงด้วยระบบ QuickShift 2 way (ใน ZX-10R SE) นี้ทำให้การชะลอรถนั้นทำได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ไม่เหวอ เหมือนหลายๆ คันที่ผู้เขียนเคยสัมผัสมา

Kawasaki-Ninja-ZX-10R_SE_2สรุป รีวิว Kawasaki ZX-10R และ ZX-10R SE รถ Superbike จากค่ายเขียวทั้ง 2 โมเดลในครั้งนี้ (ที่จริงมีโมเดล ZX-10RR อีกรุ่น) โดยรวมแล้วทั้ง 2 โมเดลนี้ ถือเป็นซุปเปอร์ไบค์ ที่มีสมรรถนะดีเยี่ยมการันตีได้จากดีกรีแชมป์ในรายการระดับโลก WSBK ถึง 3 สมัย

Kawasaki-in-Z125-Launch_09อย่างไรก็ดี ราคาที่ต่างกันร่วม 2 แสนบาท อาจทำให้คนที่จะดัดสินใจซื้อนั้น คิดหนักได้ ผู้เขียนมองว่า ถ้าผู้ซื้อ เป็นนักบิดที่ชอบความดิบหน่อย ไม่สนเรื่องกำคลัทช์ และ ระบบกันสะเทือน ที่ตอบสนองได้ทันท่วงทีกว่า ZX-10R ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียวครับ เพราะ ZX-10R เองก็มาพร้อมระบบช่วยอิเล็กโทรนิกมาแบบครบถ้วน ทั้ง ABS, KTRC, Engine Brake Control, Launch Control ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยหน้า Superbike คันอื่นๆ ครับ

2018-Kawasaki-ZX-10RR-WSBKอย่างไรก็ดีสุดสัปดาห์นี้ อย่าลืมครับ รอติดตามผลงานของ Ninja ZX-10R กันได้ในการแข่งขัน 2018 WSBK ด้วยฝีมือของ 2 นักบิด Kawasaki Racing Team จะเป็นเช่นไร มารอดูกันไปด้วยกันครับ

Kawasaki-H2-ZX-10RSEขอขอบคุณ Kawasaki Motors Enterprise สำหรับกิจกรรม Supercharger Test Riding ณ สนามพีระเซอร์กิต 
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver

อ่าน รีวิว อื่นๆเพิ่มเติมได้ที่นี่
อ่านข่าว Kawasaki เพิ่มเติมได้ที่นี่

เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ

Share.

About Author