CFMOTO V4 SR-RR Prototype ได้ออกมาให้ยลโฉมในงาน EICMA 2025 ที่ผ่านมา ความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะตัดสินใจส่งเจ้าV4พันธุ์แท้คันนี้ไปโลดแล่นใน World Super bike ในเวลาอันใกล้นี้ ไม่แน่อาจจะเป็นปลายปี 2027 หรือ WSBK ฤดูกาล 2028 ก็เป็นได้
งาน EICMA 2025 ที่เมืองมิลานปีนี้ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้สมดุลอำนาจของโลกซูเปอร์ไบค์ต้องสั่นคลอน เป็นเวลาหลายปีที่ค่ายรถจากฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นครองความเป็นใหญ่ในตลาดรถสมรรถนะสูง แต่การปรากฏตัวของรถต้นแบบ CFMOTO V4 SR-RR ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ผู้ผลิตจากแดนมังกรรายนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดโลกอีกต่อไป แต่พวกเขามีเจตนาที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และคำถามที่ดังก้องอยู่ในใจของแฟนมอเตอร์สปอร์ตก็คือ “CFMOTO กำลังเตรียมทัพเพื่อบุกชิงชัยในศึก World Superbike Championship (WSBK) หรือไม่?”

หัวใจสำคัญอยู่ที่ตัวรถนั่นเอง V4 SR-RR ไม่ใช่รถสปอร์ตจีนที่เราเห็นทั่วไปจับมาใส่แฟริ่งทรงแข่ง แต่มันคือแพลตฟอร์มซูเปอร์ไบค์พันธุ์แท้ที่ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงการแข่งขันในระดับสูงสุด พระเอกของงานนี้คือขุมพลังเครื่องยนต์ V4 ขนาด 997 ซีซี ทำมุม 90 องศา พร้อมเทคโนโลยีเพลาข้อเหวี่ยงหมุนทวนเข็มนาฬิกา (Counter-rotating crankshaft) ที่ถ่ายทอดโดยตรงจาก MotoGP รีดพละกำลังได้มากกว่า 210 แรงม้าและตัวรถก็หนักต่ำกว่า200กก.(ไม่ได้บอกว่าเท่าไหร่) แสดงให้เห็นว่าแรงม้าต่อน้ำหนักตัวคือแทบจะ 1:1 นอกเหนือจากชิ้นส่วนระดับเทพอย่างระบบเบรกBrembo ช่วงล่างKYB และท่อไอเสียไทเทเนียมจากAkrapovic แล้วสิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษคือโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้แฟริ่ง โดยเครื่องยนต์ลูกนี้ยังถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นส่วนรับแรงของโครงสร้างตัวถัง ซึ่งมีคานเฟรมส่วนบนยึดติดโดยตรงกับเสื้อสูบด้านหลัง ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักในแบบฉบับรถแข่งระดับสูง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางจากรถต้นแบบอันเงางามบนแท่นโชว์สู่จุดสตาร์ทในรายการ WSBK นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคทั้งในด้านกฎกติกาและเทคนิค สิ่งที่สะดุดตาในทันทีคือปีกขนาดมหึมาที่ติดตั้งอยู่ทั้งสองข้างของแฟริ่งหน้า ทางค่ายระบุว่าชิ้นส่วนแอโรไดนามิกเหล่านี้ทำงานแบบ Active โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าคอยปรับองศาของปีกขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการลู่ลมเพื่อทำความเร็วสูงสุดที่เคลมว่าทะลุ 300 กม./ชม. หรือเพื่อสร้างแรงกด (Downforce) เพื่อเพิ่มการยึดเกาะขณะเบรกหรือเข้าโค้ง แต่ทว่าอุปกรณ์ล้ำยุคนี้กลับกลายเป็นกำแพงด่านสำคัญ เพราะกฎปัจจุบันของ FIM สำหรับรายการ WSBK ห้ามใช้อุปกรณ์แอโรไดนามิกที่เคลื่อนที่ได้อย่างเด็ดขาด เพื่อที่จะผ่านกฎ Homologation CFMOTO อาจต้องพัฒนาเวอร์ชันปีกตายตัวที่ขยับไม่ได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารถที่เห็นในงาน EICMA คือโมเดลที่ตั้งใจโชว์ศักยภาพทางเทคโนโลยีสูงสุดก่อนผลิตจริง

ยิ่งไปกว่านั้น กรอบเวลาสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันดูจะมีความเป็นไปได้ในปี 2028-2029 มากกว่า การ Homologation ของ World Superbike กำหนดให้ผู้ผลิตต้องผลิตรถที่สามารถวิ่งบนถนนได้จริงออกมาจำหน่ายในจำนวนที่กำหนดภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ เพื่อพิสูจน์ว่ารถรุ่นนั้นไม่ใช่แค่รถต้นแบบ และเมื่อพิจารณาว่า V4 SR-RR ยังอยู่ในขั้นรถต้นแบบระดับสูง ทาง CFMOTO ยังคงต้องใช้เวลาในการสรุปขั้นตอนการผลิต จัดจำหน่ายโมเดลไปทั่วโลก และสร้างความมั่นใจในเรื่องความทนทานต่อการใช้งานจริงของผู้บริโภค ก่อนที่พวกเขาจะสามารถนำรถไปจอดที่เส้นสตาร์ทได้อย่างถูกกฎ การใช้เวลาสักหนึ่งหรือสองปี เพื่อพัฒนาในรายการแข่งขันระดับประเทศ หรือโปรแกรมการทดสอบที่เข้มข้น ดูจะเป็นก้าวที่สมเหตุสมผลที่สุด ก่อนที่จะไปเผชิญหน้ากับยอดฝีมืออย่าง Nicolo Bulega หรือ Álvaro Bautista บนเวทีโลก

แม้จะมีความท้าทายรออยู่ แต่เจตจำนงของพวกเขานั้นปฏิเสธไม่ได้ CFMOTO ได้ฝังตัวลึกเข้าไปในแพดด็อกของ MotoGP เรียบร้อยแล้วผ่านทีมแข่งในรุ่น Moto2 และ Moto3 โดยความร่วมมือกับ Pierer Mobility Group (ฺBajaj) การขยับขึ้นสู่รุ่นใหญ่ที่สุดของการแข่งขันรถโปรดักชั่นจึงเป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของกลยุทธ์ “Future Faster” ของพวกเขา เจ้า V4 SR-RR เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าพวกเขามีเขี้ยวเล็บทางวิศวกรรมเพียงพอที่จะสร้างซูเปอร์ไบค์ชั้นยอด ส่วนอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขามีทักษะการทำทีมแข่งและการจัดการโลจิสติกส์ที่ดีพอที่จะคว้าชัยชนะหรือไม่ หากสมรรถนะของรถต้นแบบเป็นไปตามที่เราเห็น บัลลังก์แชมป์ของ World Superbike ที่มีเจ้าถิ่นครองอยู่เดิม อาจจะต้องเผชิญกับผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุดจากแดนมังกรในเร็วๆ นี้


