ยังคงขยันทดสอบรถมอเตอร์ไซค์โมเดลใหม่อยู่เรื่อยๆสำหรับทาง Royal Enfield ที่ในข้อมูลล่าสุดนี้ ก็มีภาพสปายช็อตรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จากพวกเขาหลุดออกมาเพิ่มอีก แถมดูเหมือนนี่จะเป็นไลน์อัพใหม่ที่พวกเขาไม่เคยทำตลาดมาก่อนอีกด้วย ใช่ครับ สำหรับภาพสปายช็อครถต้นแบบของ Royal Enfield Roadster 350 ชุดล่าสุดนั้น จะเผยให้เห็นว่าตัวรถที่ถูกนำมาทดสอบ จะใช้โครงสร้างและชิ้นส่วนพื้นฐานเดียวกันกับ Meteor 350 ทั้งชุดเมนเฟรม, เครื่องยนต์, ระบบกันสะเทือนหน้า-หลัง, ชุดล้อหน้า-หลัง, ชุดโคมไฟหน้า, มาตรวัด, และถังน้ำมัน นอกนั้นในด้านแฮนด์บาร์ ก็จะเปลี่ยนใหม่ให้เป็นแบบที่เตี้ยลง, เบาะนั่งเป็นแบบตอนยาวตอนเดียวและแนวการวางเบาะเองก็สูงขึ้น, บังโคลนหลังที่สั้นลง, ท่อไอเสียเองก็ไม่ได้เป็นแบบท่อนตรง แต่เป็นแบบแหงนขึ้นในฉบับของรถมอเตอร์ไซค์สมัยใหม่ และด้วยความที่ตัวรถ Royal Enfield 350 Roadster รุ่นนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกันกับ Meteor 350 จึงทำให้เราคาดว่าทาง Royal Enfield คงใช้เวลาไม่มากเท่าไหร่นักในการพัฒนามัน และอาจจะเปิดตัวเวอร์ชันขายจริงในช่วงไม่เกินสิ้นปีนี้เลยก็ได้ ดังนั้นในระหว่างนี้เราคงได้เห็นข้อมูลใหม่ของมันอกอมาเพิ่มอีกเรื่อยๆ ยังไงก็รอติดตามชมกันต่อไปครับ อ่านข่าว Royal Enfield เพิ่มเติมได้ที่นี่
Author: admin
หลังการประกาศแยกทางจากการเป็นผู้จัดการทีม Ecstar Suzuki ของ Davide Brivio ทำให้หลายคนต่างเป็นห่วงว่าทีมจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อขาดซึ่งกุนซือหัวกะทิรายนี้ในปี 2021 แต่ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดของ Joan Mir นักบิดแชมป์โลก MotoGP ปีล่าสุด กลับมองว่าเขาไม่ได้หวั่นอะไรกับเหตุการณ์นี้และมั่นใจว่าทีมยังคงแข็งแกร่งดังเดิมเหมือนกับตอนที่ Davide Brivio ยังคงอยู่ เพราะเหล่าสต๊าฟคนอื่นๆในทีมก็สามารถช่วยกันทำงานแทนได้ “มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากมาเพราะ Davide เป็นจุดอ้างอิงสำคัญสำหรับทีม” Joan Mir กล่าวกับ Skysports24 “แต่ผมใจเย็นมาก, ผมมีความมั่นใจมากว่า, พวกเราจะทำงานกันได้ดี, เรามีคนที่สามารถทำมันได้” “ผมยินดีกับสิ่งที่ Davide ทำให้ตั้งแต่มาเค้าอยู่กับ Suzuki, เข้ามาตั้งแต่แรกกับโปรเจ็กท์ที่พึ่งเริ่มสร้างและเติบโตจนกลายเป็นทีมแนวหน้า”, “แน่นอนเราเองก็ได้รับผลจากจุดนี้ (การที่ Davide แยกทาง), แต่ผมคิดว่าเราจะไม่หลงทางไปเมื่อไม่มีเค้า, เพราะเรายังคงมองไปยังสิ่งต่างๆในทางเดิมและยอมรับกับทิศที่จะไป, เรายังมีบุคลาการผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยเราจัดการเรื่องต่างๆได้” “ผมเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยวในโครงสร้างทีมที่เรามีและผู้คนอื่นๆที่ช่วยเราสร้างมันขึ้นมา, เราจะมีความเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้นกว่าที่เคย เพราะเรารักในแบรนด์นี้, ทีมนี้, และเราจะใส่เต็ม 150% เพื่อสู้กับความท้าทายใหม่ในทางที่ดีที่สุด” อ่านข่าว…
หลังจากสร้างเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างดีเมื่อกลางปีก่อน ล่าสุด Honda CB350 ร่างใหม่ ที่ว่ากันว่าจะเป็นเวอร์ชันสแครมเบลอร์ของมันก็ได้รับการคอนเฟิร์มอย่างเป็นทางการแล้วว่ามันจะถูกเปิดตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ เช่นเดิม สำหรับการเปิดตัว Honda CB350 – Scrambler นั้น ก็จะเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกที่ประเทศอินเดีย โดย Honda Motorcycle India เช่นเดิม โดยสิ่งที่พวกเขาเปิดเผยออกมาก็มีเพียงแค่ภาพทีเซอร์ใบเดียวที่เพื่อนเห็นอยู่ตอนนี้เท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแแล้วที่จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า CB350 รุ่นใหม่จะมาพร้อมกับการตกแต่งในทิศทางใด ทั้งการใส่ชุดยางเทรล, เบาะนั่งตอนยาวทรงขนมปังปอน, ถอดโครงมือจับด้านหลังออก, และเปลี่ยนบังโคลนหลังให้เป็นงานพลาสติกสีดำธรรมดาๆ ไม่ได้เน้นภาพลักษณ์หรูหราเท่ากับ CB350 H’ness ส่วนกำหนดการเปิดตัว Honda CB350 Scrambler (ชื่อสมมุติ) ก็ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ หรือกลางเดือนหน้านี้แล้ว และในระหว่างนี้เราอาจจะได้เห็นภาพมุมอื่นของมันถูกเปิดเผยออกมาเพิ่มอีกก็ได้ อ่านข่าว Honda เพิ่มเติมได้ที่นี่
“ชุดกันดีด” ถือเป็นอุปกรณ์ตกแต่งยุคใหม่ที่ช่วยได้ทั้งการเพิ่มความสวยงามของท้ายรถ และช่วยป้องกันน้ำและโคลนดีดใส่หลังผู้ขี่/ผู้ซ้อนได้เป็นอย่างดี แต่ในสายตาของ Michelin กลับมองแค่นั้นยังไม่ใช่ประโยชน์สูงสุดที่เราจะได้จากมัน จึงทำให้พวกเขาจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา ซึ่งว่าด้วยการติดตั้ง “มอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนล้อหลังเข้าไปที่กันดีดแบบ Built-In” จากรายละเอียดในเบื้องต้น ทาง Michelin ระบุข้อมูลในสิทธิบัตรเอาไว้ว่า หลักการทำงานของกลไกที่ว่านี้ค่อนข้างง่ายไม่ซับซ้อน กล่าวคือจากในภาพ ชิ้นส่วนหมายเลข 12 คือชิ้นส่วนมอเตอร์แบบ DC แรงดัน 3.5 โวลท์ ที่จะใช้สัมผัสกับหน้ายางเพื่อส่งแรงไปหมุนล้อ ให้รถเคลื่อนที่ โดยมอเตอร์ที่ว่านี้จะสามารถส่งแรงบิดออกมาได้ราวๆ 2-4 นิวตันเมตร ซึ่งนั่นถือว่าเพียงพอสำหรับการช่วยผลักรถให้เคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วประมาณ 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนที่เห็นเป็นลูกกลิ้งตรงกลาง หมายเลข 16 ความจริงแล้วมันก็คือแกนหมุนของชุดกลไก ที่ออกแบบมาเพื่อให้มอเตอร์สามารถขยับเข้า-ออกจากหน้ายางได้เมื่อต้องการ หรือไม่ต้องการใช้งาน ขณะที่ลูกกลิ้งอันสุดท้าย หมายเลข 14 อันที่จริงมันก็คือแบตเตอร์รี่ลิเทียม-ไอออนขนาด 3.6V 2 Ahที่เอาไว้เก็บไฟและจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ที่ว่านั่นเอง โดยแม้กำลังที่ถูกส่งออกมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าอาจจะไม่สูงมากนัก เพราะสามารถช่วยทำความเร็วรถจากหยุดนิ่งให้ขยับขึ้นสูงสุดแค่เพียง 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่นั่นก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการช่วยผู้ขี่เข็นตัวรถในพื้นที่แคบๆ เช่นใน…
ย้อนไปช่วงที่ Kawasaki ZX-25R เปิดตัวใหม่ๆจนถึงช่วงปลายปีที่แล้ว มีข้อมูลข่าวลือ ที่ระบุว่า Yamaha YZF – R25 อาจจะได้รับการปรับโฉมใหญ่ ให้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงแบบคู่แข่งค่ายเขียวในเร็วๆนี้บ้าง แต่ล่าสุด YZF-R25 2021 ที่พึ่งถูกเผยโฉมออกมากลับเป็นเพียงโฉมปรับสีเปลือกนอกใหม่เท่านั้น ใช่ครับ สำหรับ Yamaha YZF-R25 2021 ที่เพื่อนๆเห็นอยู่ตอนนี้ อันที่จริงมันก็คือตัวรถรุ่นเดียวกับ Yamaha YZF-R3 ที่วางจำหน่ายอยู่ในบ้านเรา เพียงแต่มันจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงที่มีความจุน้อยกว่าคือ 249cc ตามกฏหมายของประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, และ ญี่ปุ่น ที่กำหนดเพดานนี้เอาไว้ แต่มันก็สามารถให้กำลังสูงสุดได้ถึง 35.5 HP ที่ 12,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดอีก 22.6 นิวตันเมตร ที่ 10,000 รอบ/นาที ซึ่งก็ไม่ได้ขี้เหร่เท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับคู่แข่งในพิกัดเดียวกัน…
แม้ว่าตอนนี้ จะยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ทั้งสิ้นว่า Marc Marquez จะสามารถกลับมาแข่งขัน MotoGP ทันช่วงเปิดฤดูกาลหรือไม่ ? แต่เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมแต่เนิ่นๆ ทางสปอนเซอร์หมวกกันน็อคเจ้าหลักของเขาจึงไม่รอช้าที่จะเปิดตัวหมวก 2021 Shoei X-14 : Marquez 6 ออกมาก่อนให้เหล่าสาวกได้ทราบกันว่านี่คือไรดิ้งเกียร์ชุดใหม่ของนักบิดหมายเลข 93 คนนี้ แน่นอน สำหรับรายละเอียดทางเทคนิคต่างๆของหมวก Shoei X-14 ใบนี้ ก็จะยังคงใช้ทั้งวัสดุ และหน้าตาที่เหมือนกันกับหมวก X-14 ปีก่อนทุกอย่าง เว้นเพียงแค่ชุดสี ที่หลังจากทางทีมออกแบบได้เลือกใช้สีพื้นเป็นสีเทาเข้ม เพื่อเพิ่มความดุดันให้กับหมวกไปแล้ว (และแน่นอนว่ามันอาจจะเป็นสีที่ทำ Marquez อับโชคไปนิด) ในคราวนี้ พวกเขาก็ได้กลับไปใช้สีพื้นหลักเป็นสีแดงเช่นเดิม แต่จะมีการซ้อนเลเยอร์ของกราฟฟิกเป็นชั้นๆลงไป ตั้งแต่พื้นสีแดงสด พื้นสีแดงเข้ม และพื้นสีขาว จากนั้นจึงมีการคาดแถบสีม่วงเข้ามาที่ช่วงปลายคาง ซึ่งหากเป็นหมวกที่ Marc Marquez ต้องใช้ลงสนามจริงๆ ตำแหน่งตรงนี้ก็จะเป็นที่สกรีนลายสปอนเซอร์เจ้าประจำอย่าง Red Bull แต่ในหมวกเวอร์ชันที่เอาไว้ขายให้บุคคลทั่วไป ก็จะมีการใส่กราฟฟิกหมายเลข…
แม้การประกาศว่า Valentino Rossi จะได้ย้ายจาก Yamaha Factory ไปอยู่กับ Petronas SRT Yamaha จะเกิดขึ้นมาได้นานพักใหญ่แล้ว แต่ Jorge Lorenzo อดีตเพื่อน(?)ร่วมทีมของ VR46 กลับพึ่งออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นนี้ และเปิดเผยว่าตนเองรู้สึก “เซอร์ไพรส์” ไม่น้อยเลยเมื่อได้ยินข่าวออกมาเช่นนี้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็อิงจากบทสัมภาษณ์ของ Jorge Lorenzo ที่ให้ไว้กับสื่ออิตาลี Sky Italia ถึงความเห็นเกี่ยวกับกรณีอดีดตเพื่อนร่วมทีมวัยเก๋า Valentino Rossi ที่เลือกย้ายไปอยู่กับ Petronas SRT Yamaha ซึ่ง JL99 ก็ได้เปิดเผยเอาไว้ว่า “ผมเซอร์ไพรซ์นะ ที่ Yamaha ตัดสินใจย้าย Rossi ไปอยู่กับทีมรองอย่าง Petronas, ผมไม่เคยคิดภาพนี้ในหัวมาก่อนเลย”, “แต่ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่ามันไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมายหรอกสำหรับเค้า, เค้าต้องทำมันได้ดีแน่ๆ” “เราได้เห็นผลงานเจ๋งๆที่ทำได้โดย Quartararo และ…
ขณะที่ Honda ก็ยังคงหากินได้อย่างต่อเนื่องกับรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ระบบส่งกำลังแบบ DCT จนปัจจุบัน และครั้งหนึ่งทาง Yamaha เองก็เคยมีรถที่ใช้ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ผู้ขี่สามารถขึ้น-ลงเกียร์ด้วยปุ่บกดที่ประกับแฮนด์มาแล้วครั้งหนึ่งกับ FJR1300 รุ่นปี 2006 ล่าสุดก็เป็นทาง Kawasaki บ้างที่ดูเหมือนจะสนใจในการทำรถมอเตอร์ที่มาพร้อมกับระบบส่งกำลังรูปแบบพิเศษกับเขาบ้างเช่นกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นข้อมูลจากสิทธิบัตรของ Kawasaki ที่จดเอาไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 แต่พึ่งถูกเปิดเผยสู่โลกสาธารณะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่ามันจะไม่ได้ว่าด้วยระบบคลัทช์อัตโนมัติเหมือนกับคู่แข่งทั้ง 2 แบรนด์ก่อนหน้า แต่อย่างน้อยมันก็จะว่าด้วยชุดกลไกที่การขึ้น-ลงเกียร์ ที่ไม่จำเป็นต้องต่อก้านโยงจากคันเกียร์มาเชื่อมกับแกนกระปุกเกียร์แบบปกติตรงๆอีกต่อไป เพราะคันเกียร์จะเชื่อมอยู่กับเซนเซอร์วัดตำแหน่งการขึ้น-ลงของมันเท่านั้น และกระปุกเกียร์ก็จะขยับไปมาด้วยตัวควบคุมแบบไฟฟ้าที่สั่งการจากกล่อง ECU ที่ได้รับข้อมูลจากเซนเซอร์ตำแหน่งคันเกียร์อีกที แน่นอนว่าจากหลักการในข้างต้น เพื่อนๆอาจจะมองว่ารูปแบบการทำงานเช่นนี้ มันทำให้กลไกมีความซับซ้อนกว่าเดิมไม่ใช่หรือ ? เพราะแทนที่จะต่อคันเกียร์เข้ากับแกนกระปุกเกียร์ด้วยก้านโยงตรงๆแบบง่ายๆ ดันต้องมาแยกจากกันแล้วใช้เซนเซอร์กับมอเตอร์และ ECU มาทำงานร่วมกันให้วุ่นวาย แต่ประโยชน์ที่ได้จากการใช้กลไกรูปแบบนี้นั้น ทาง Kawasaki ระบุว่า มันจะช่วยลดปัญหาจังหวะการเข้าเกียร์ที่ไม่สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเพื่อนๆอาจจะเตะเกียร์เร็วหรือช้าเกินไปก่อนที่คลัทช์จะจากหมด หรือรอบเครื่องยนต์ยังไม่สัมพันธ์กับความเร็วการหมุนของเฟืองเกียร์ ทำให้เฟืองเกียร์มีโอกาสสึกหรอสูง พอมีกลไกนี้เข้ามา กล่อง ECU ก็จะสามารถควบคุมให้กระปุกเกียร์ขยับเพื่อปรับตำแหน่งเกียร์ได้ในจังหวะที่เหมาะสมได้อย่างอิสระมากกว่า ปลอดภัยกว่า…
Honda NR750 ถือเป็นซุปเปอร์ไบค์ในตำนานของ Honda ที่มีความโดดเด่นอย่างมากจาก “ขุมกำลัง V4 ลูกสูบขนมปัง 32 วาล์ว 748cc” ของมันที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนจนตอนนี้ แต่ด้วยจำนวนการผลิตเพียงไม่กี่คันคันบนโลกและอายุรถที่นานหลักเกือบๆ 30 ปี จึงทำให้มีน้อยคนนักที่จะได้ครอบครองมัน ทว่าโอกาสนั้นก็ได้มาถึงเพื่อนๆที่สนใจมันแล้ว แถมถ้าได้ไป NR 750 คันนี้ยังไม่เหมือนเพื่อนร่วมรุ่นคันอื่นๆ จนมันอาจจะเป็น NR750 รุ่นพิเศษคันเดียวที่มีอยู่บนโลกใบนี้ โดยสำหรับข้อมูลในเบื้องต้นของ NR750 คันนี้ ก็มีอยู่ว่า มันคือตัวรถที่ถูกซื้อมาตั้งแต่ปีแรกที่ถูกผลิต นั่นก็คือในปี ค.ศ. 1992 ซึ่งผ่านไปเกือบ 30 ปี ตัวรถคันนี้ก็พึ่งจะถูกใช้งานไปแค่เพียง 8,000 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น เมื่อประกอบกับการดูแลโดยเจ้าของเก่าอย่างดีจึงทำให้รถคันนี้มีสภาพที่สมบูรณ์มากๆราวกับรถใหม่ออกศูนย์เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนหน้านี้ แม้แต่ชุดเครื่องมือ, สมุดคู่มือ, และกุญแจสำรองที่ติดรถมาตอนซื้อใหม่ๆก็ยังอยู่ครบ แน่นอนจุดที่ทำให้มันแตกต่างจาก NR 750 คันอื่นๆก็คือ การที่ชุดสีของมันได้ถูกเปลี่ยนจากสีแดงดั้งเดิม เป็นสีดำทั้งคัน…
แม้การแข่งขัน MotoGP จะมีกฏกติกาที่เคร่งครัดขนาดไหน แต่ในบางครั้งพอมาใช้กับความเป็นจริง มันก็อาจจะเกิดความผิดพลาดกันได้ โดยเฉพาะกับการใช้สัญญาณธงที่ก่อให้เกิดปัญหามาแล้วหลายคราในการแข่งขันปีล่าสุด ยกตัวอย่างเช่นการแซงกันตอนตีธงเหลืองซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควร หรือการที่นักบิดด้านหลังยังคงหวดรถอย่างต่อเนื่อง แล้วเกือบชนกับนักบิดด้านหน้าที่ชะลอรถลงตามสัญญาณไฟแล้ว เพราะฝ่ายหลังไม่เห็นธงสัญญาณเป็นต้น ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ทางคณะกรรมการจึงมีมติร่วมกันที่จะนำแผงไฟสีสัญญาณมาใช้ เพื่อช่วยให้นักบิดสามารถรับรู้สถานการณ์ภายในสนามแข่งได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น เช่นอุบัติเหตุ ฝนตก หรือจบเซสชันการฝึกซ้อม เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไหร่นัก เพราะทางกรรมการ F1 ก็ได้ใช้สัญญาณไฟแบบนี้ในการแข่งขันมาพักหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ดี ด้วยปัญหาเชื้อไวรัส COVID-19 จึงทำให้ทางทีมติดตั้งไฟสัญญาณยังไม่สามารถเดินทางไปยังสนามแข่งขันต่างๆได้ในตอนนี้ ดังนั้นกว่าไฟสัญญาณจะพร้อมใช้ในการแข่งขันแบบครบทุกสนามจริงๆพวกเราจึงอาจจะต้องรอกันจนถึงปี 2022 นู่นเลย แต่ก็ยังถือเป็นเรื่องดีที่การแข่งขันจะปลอดภัยขึ้นอีกระดับ อ่านข่าวสาร MotoGP เพิ่มเติมได้ที่นี่
