Kawasaki เดินหน้าตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดซูเปอร์ไบค์ซูเปอร์ชาร์จ ด้วยการเปิดตัว Ninja H2 Carbon รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ถูกวางตำแหน่งเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของเรือธงตระกูล Ninja H2 มาพร้อมเครื่องยนต์ซูเปอร์ชาร์จ 998cc ที่ยังคงเน้นแรงบิดหนักแน่นตั้งแต่รอบต่ำ-กลาง ผสานความรู้สึกเร่งความเร็วในรอบสูงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตระกูล H2
เครื่องยนต์ 998cc In-Line Four พร้อมซูเปอร์ชาร์จ
หัวใจสำคัญของ Ninja H2 Carbon คือเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบซูเปอร์ชาร์จ ความจุ 998 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 76.0 x 55.0 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 11.2:1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดคู่ขนาด 40 มม. x 4 หัว
ตัวเลขกำลังที่ได้นั้นหนักหน่วงสมกับเป็นเรือธง โดยให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า (147.1 kW) ที่ 11,000 รอบ/นาที และเมื่อระบบ RAM Air ทำงานเต็มที่ กำลังจะพุ่งขึ้นไปถึง 209 แรงม้า (154.0 kW) ที่รอบเดียวกัน ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 135.0 นิวตันเมตร ที่ 8,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ 6 สปีดแบบ dog-ring และคลัตช์เปียกแบบหลายแผ่น
แต่ไส้ในได้มีการปรับเปลี่ยนใหม่: ใบพัดและระบบไอดีได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด; ลูกสูบ, ฝาสูบ, เสื้อสูบ, ข้อเหวี่ยง และเพลาราวลิ้นล้วนเป็นของใหม่; ลิ้นปีกผีเสื้อเป็นของใหม่; ระบบไอเสียเป็นของใหม่ และมีการปรับปรุงอัตราทดเกียร์ใหม่
เฟรมและช่วงล่างระดับพรีเมียม
โครงสร้างตัวถังใช้เฟรมแบบ Trellis เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง พร้อมแผ่นยึดสวิงอาร์ม มุมองศาคอ (Rake) 24.5 องศา และระยะ Trail 103 มม. ระยะฐานล้อ 1,455 มม.
ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้กหัวกลับ KYB AOS-II ขนาด 43 มม. ปรับได้เต็มระบบ และมีสปริง Top-out เสริมมาให้ ระยะยุบตัว 120 มม. ส่วนด้านหลังเป็นระบบ Uni-Trak จับคู่กับโช้ก Öhlins TTX36 แบบแก๊สพร้อมกระปุกพักน้ำมัน (Piggyback Reservoir) ปรับได้เต็มระบบ ระยะยุบตัว 135 มม. ถือเป็นช่วงล่างระดับท็อปที่การันตีความหนึบในทุกสถานการณ์การขับขี่
เบรก Brembo Hypure ใหม่ล่าสุด
Kawasaki Ninja H2 ใช้ระบบเบรกหน้าใช้จานดิสก์คู่แบบ semi-floating ขนาด Ø330 มม. ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์ Brembo แบบ radial-mount รุ่น Hypure monobloc 4 พอร์ต ซึ่งเป็นคาลิเปอร์รุ่นล่าสุดจาก Brembo ที่ให้การหน่วงความเร็วสมกับความเป็นเรือธง ส่วนด้านหลังเป็นจานดิสก์เดี่ยวขนาด Ø250 มม. พร้อมคาลิเปอร์ Brembo 2 พอร์ต
ยางที่ใช้เป็นขนาด 120/70 ZR17 ด้านหน้า และ 200/55 ZR17 ด้านหลัง ซึ่งเป็นยางหลังที่กว้างมากถึง 200 มม. สะท้อนให้เห็นถึงกำลังมหาศาลที่ต้องการการยึดเกาะถนนระดับสูง
ระบบอิเล็กทรอนิกส์
Kawasaki Ninja H2 ยังคงให้ระบบช่วยเหลือการขับขี่รถดับเรือธงอย่างเช่นเคย
KCMF (Kawasaki Cornering Management Function) , KTRC (Kawasaki Traction Control) , KLCM (Kawasaki Launch Control Mode) , KIBS (Kawasaki Intelligent anti-lock Brake System) , KQS (Kawasaki Quick Shifter) , Kawasaki Engine Brake Control , กันสะบัดไฟฟ้า จาก Öhlins , Electronic Cruise Control
มิติตัวรถ Ninja H2 Carbon
| รายการ | ค่าสเปก |
|---|---|
| ความยาว x กว้าง x สูง | 2,085 x 770 x 1,125 มม. |
| ระยะฐานล้อ | 1,455 มม. |
| ระยะห่างจากพื้น | 130 มม. |
| ความสูงเบาะ | 825 มม. |
| ความจุถังน้ำมัน | 17.0 ลิตร |
| น้ำหนักตัว (Curb Mass) | 238 กก. |
| น้ำหนักแห้งโดยประมาณ | 218 กก. |
ด้วยความสูงเบาะ 825 มม. และน้ำหนักตัวที่แตะ 238 กก. บ่งบอกชัดเจนว่านี่คือรถที่ต้องการผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์และความมั่นใจสูงในการควบคุม
มาตรวัดสไตล์การบิน และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ Kawasaki ใส่ใจเป็นพิเศษคือชุดมาตรวัดดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากห้องนักบิน (Aviation-inspired Instrumentation) ซึ่งไม่เพียงให้ข้อมูลที่จำเป็น แต่ยังเสริมอรรถรสของความเร็วและอัตราเร่งที่ดุดันให้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมาพร้อมชุดเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ระดับสูง ที่ออกแบบมาให้ควบคุมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการปลดปล่อยสมรรถนะอันเหลือเชื่อของ Ninja H2 Carbon ได้ในหลากหลายสถานการณ์การขับขี่
สรุป Kawasaki Ninja H2 Carbon
การกลับมาของ Ninja H2 Carbon ครั้งนี้ ยังคงตอกย้ำความเป็นเรือธงซูเปอร์ไบค์ซูเปอร์ชาร์จหนึ่งเดียวในตลาดที่ไม่มีใครเทียบได้ ด้วยเครื่องยนต์ 998cc ซูเปอร์ชาร์จที่ทรงพลัง ช่วงล่าง Öhlins ระดับพรีเมียม เบรก Brembo Hypure รุ่นล่าสุด และเทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่ครบเครื่อง ทำให้ Ninja H2 Carbon ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครบนท้องถนน
ต้องรอติดตามกันต่อว่าราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในแต่ละตลาดจะออกมาเท่าไหร่ และจะมีการนำเข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อไหร่
อ่านข่าว Kawasaki เพิ่มเติมที่นี่

