นอกจากภาพยนต์เรื่อง The Avengers – End Game ที่หลายคนกำลังรอคอยกันแล้ว ในเดือนถัดไป ภาพยนต์บู้แหลกลาญ อย่าง John Wick ภาค 3 “Parabellum” เองก็เตรียมเข้าโรงเช่นกัน แต่ก่อนหน้าที่จะไปดูพระเอกของเราบู้ในหนัง วันนี้เรามาดูกันหน่อยครับว่า จะมีความชอบในตัวรถแบบไหนกันแน่ กับ รถมอเตอร์ไซค์สุดรัก 2 คันที่เขาไม่เคยเปิดให้ใครสัมภาษณ์มาก่อน เริ่มจากคันแรก นั่นก็คือ 1973 Norton Commando 850 Mark II ที่ Reeves บอกว่าเขาน่าจะซื้อไว้ตั้งแต่ช่วงปี 1987 โดยคันนี้ถือเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันที่เจ้าตัวก็รักมากเลยทีเดียว เพราะมีประสบการณ์ร่วมกันมาเป็นระยะเวลานาน (เท่าที่ฟังจากในคลิปนี่เรียกว่ารักสุดๆไปเลยล่ะครับ) ซึ่งจากการลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม Reeves เป็นคนที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ Norton คันนี้ในการเดินทางบ่อยมากที่สุด ถ้าเทียบกับรถในคอลเลคชันคันอื่นๆที่เขามี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก ที่เราจะเห็นว่าเจ้ามอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิคคันนี้ ถูกจอดในโรงงาน Arch Motorcycle ที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่…
Author: admin
ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า หากถามถึงรถซุปเปอร์ไบค์ หรือไฮเปอร์ไบค์ที่แรงและเร็วที่สุดในโลกตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น Kawasaki H2 เจ้ายักษ์เขียวบ้าพลังที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพ่วงซุปเปอร์ชาร์จ แต่ในขณะเดียวกันมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเองที่เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆก็มีขุนพลอย่าง Lightning LS-218 ที่ดูเหมือนจะสามารถทำให้บรรลังก์ของเข้ายักษ์เขียวต้องสั่นคลอนได้ไม่มากก็น้อย เพราะเจ้านี่เองก็ได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์ไบค์พลังไฟฟ้าเร็วที่สุดในโลก โดยหากดูจากสเปค ทางฝั่ง Kawasaki Ninja H2 นั้น ก็เคลมแรงม้าสูงสุดไว้ 231 PS กับแรงบิดอีก 141 นิวตันเมตร และมีน้ำหนักติดตัวมาอีก 238 กิโลกรัม สำหรับโฉมปัจจุบัน (โมเดลปี 2019) ส่วนทางฝั่ง Lightning LS-218 ก็เคลมแรงม้าสูงสุดที่มอเตอร์ไฟฟ้าไว้ที่ 200 HP พอเหมาะพอดี กับแรงบิดหลัก 228 นิวตันเมตร และมีน้ำหนักติดตัว 224 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าดูดีด้อยคนละจุด แต่นั่นมันก็แค่เพียงตัวเลขในหน้ากระดาษ ดังนั้นทางนิตยสารประเทศสหรัฐอเมริกาเจ้าดัง Motorcyclist Magazine จึงได้จับเอารถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองโมเดลที่ว่ามาแข่งแดร็ก…
สำหรับเหตุทาง Kawasaki ที่ต้องแพ้ให้กับ Ducati ในศึก WSBK ไป 11 ครั้ง จากการแข่งขันทั้งหมด 11 เรซ คงต้องยอมรับจริงๆว่าส่วนนึงไม่ใช่แค่เพราะฝีไม้ลายมือของ Alvaro Bautista เท่านั้นที่ เอาท์คลาส นักบิดในสังเวียนเดียวกันไกล แต่ตัวแข่ง Panigale V4 เองก็เด็ดไม่แพ้กัน เพราะทางค่ายก็เคลมไว้ว่าเจ้านี่มี DNA ที่ใกล้เคียงกับตัวแข่ง Desmosedici ที่พวกเขาใช้ในศึก MotoGP ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากจุดนี้เองจึงทำให้ทาง Kawasaki ต้องทบทวนแนวคิดกับ ZX-10RR ตัวปัจจุบันใหม่เลยว่า พวกเขาควรที่จะใช้มันลงแข่ง WSBK ต่อไป หรือสร้างรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ขึ้นมาโดยอิงพื้นฐานจากตัวแข่ง MotoGP ในอดีตของพวกเขา ZX-RR มาดัดแปลงใหม่แล้วส่งลงไปเคี่ยวกับ Ducati Panigale V4 R ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ทาง Ichiro Yoda ผู้จัดการฝ่ายแข่งขันของ…
ผ่านไป 1 ปีพอดี นับตั้งแต่ที่ทาง Haojue ได้มีการปล่อยภาพสิทธิบัตรของสปอร์ตแน็คเก็ทไบค์ HJ300 หรือชื่อขายจริง DR300 ที่ว่ากันว่ามันคือหนึ่งในร่างจำแลงของ Suzuki GSX-S300 ออกมา และในวันนี้พวกเขาก็ได้ปล่อยคนเซทป์รถมอเตอร์ไซค์แนวนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็คือเจ้า Twin 300 ที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ หากให้อธิบายรายละเอียดตัวรถในเบื้องต้น เจ้า Haojue Twin 300 จะยังคงใช้พื้นฐานหลักเดียวกันกับ DR300 แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ชุดเฟรม, ระบบกันสะเทือนหน้าหัวกลับ / หลังสวิงอาร์มอลูมิเนียมทำงานร่วมกับโช้กเดียว, ระบบเบรก, ชุดล้อ, รวมถึงเครื่องยนต์ที่เป็นแบบ 2 สูบเรียง 298cc ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด (แต่ไม่ได้เคลมกำลังสุทธิไว้) ก็เช่นกัน ส่วนจุดต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือแฟริ่งรอบคัน ที่เราเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า Haojue คิดอะไร และ Suzuki จะนำดีไซน์นี้ไปดัดแปลงเป็น GSX-S300…
Valentino Rossi นักบิดวัยเก๋าจากสังกัด Monster Yamaha Factory Team เปิดเผยกับสื่อถึงสถานการณ์การแข่งขัน MotoGP หลังผ่านไป 3 สนาม กับทางสื่อว่า แม้ในตอนนี้ตนจะมีชื่อขึ้นเป็นอันดับ 2 ของตารางคะแนน นำหน้าผู้ชนะสนามล่าสุดอย่าง Alex Rins อยู่ 2 แต้ม แถมยังเป็นรอง Andrea Dovizioso ผู้นำเพียง 3 แต้มเท่านั้น ซึ่งมันดูเหมือนว่าจะสูสีและน่าลุ้น แต่เจ้าตัวกลับบอกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าหนู Marc Marquez ล้มในสนามล่าสุด ลำดับและความต่างของคะแนนจะต่างไปจากนี้โดยสิ้นเชิงเลย “ตอนนีเรามี 4 นักบิด ที่ใช้ตัวแข่ง 4 คันซึ่งแตกต่างกัน ติดอันดับท็อป 4 บนตารางคะแนน ดังนั้นมันเลยดูสูสีกัน (สำหรับตัวแข่ง)”, “กติกาทำให้การแข่งขันน่าติดตาม และบางครั้งนักบิดที่เร็วในการแข่งก็อาจจะเป็นคนที่หลุด Q2 เหมือนที่เกิดขึ้นกับ…
เรียกได้ว่าสำหรับช่วงเวลานี้นั้น มีเหล่าซุปเปอร์ไบค์หลายคันเลยทีเดียวที่ถูกประโคมข่าวว่ามันกำลังจะได้รับการปรับโฉมในเร็วๆนี้ และหนึงในโมเดลล่าสุดที่เราได้รับข้อมูลมาก็คือเจ้า Suzuki GSX-R1000 ซึ่งข้อมูลที่ว่าไม่ได้เป็ฯเพียงแค่ข่าวลือธรรมดาๆเท่านั้น แต่เป็นชุดภาพสิทธิบัตรที่ปรากฏให้เพื่อนๆได้เห็นชัดเจนกันอยู่ในขณะนี้ โดยหากพูดถึงการปรับปรุงในเบื้องต้น ถ้าสังเกตจากภาพสิทธิบัตรที่เราแนบเอาไว้ จะเห็นได้ว่า ช่วงแฟริ่งหน้าตัวรถที่ดูจะมีความแหลมทิ่มไปข้างหน้ามากกว่าเดิม ดูทรงคล้ายกับรุ่นพี่ K5-K7 ขณะที่ชุดแฟริ่งด้านข้างก็ออกแบบใหม่หมด ให้มันดูมีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนแครงก์เครื่องยนต์, ชุดเฟรม, เบาะนั่ง, และชุดท้ายของตัวรถ GSX-R1000 รุ่นใหม่นั้น แทบไม่ต่างจากเดิมเลยสักนิด นอกจากนี้ หากอ้างอิงจากสิทธิบัตรก่อนหน้า แน่นอนว่าสิ่งแรกที่จะถูกปรับปรุงใน New GSX-R1000 ก็คือ ชุดวาล์วแปรผัน ที่จากเดิมถูกควบคุมการทำงานด้วยตัวลูกปืน จะถูกปรับใหม่เป็นแบบสั่งเปิด/ปิดกลไกด้วยแรงดันน้ำมัน เหมือนอย่างที่ค่ายอื่นใช้งานกัน ทั้งใน Ducati, Honda, และ BMW ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการปรับปรุงชุดวาล์วแปรผันใหม่ก็ไม่ได้มีแค่เพียงช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้สะอาดหมดจดขึนเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงย่านกำลังที่กว้างขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่านี่ยังเป็นแค่ข้อมูลระลอกแรกที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อเรียกน้ำย่อยเท่านั้น และหลังจากนี้คงจะมีข้อมูลของ New Suzuki GSX-R1000 หลุดเพิ่มออกมาเรื่อยๆภายในช่วงเวลาอันใกล้นี้อีกแน่นอน รอติดตามกันอย่างใกล้ชิดได้เลยครับ ขอบคุณข้อมูลจาก Bennetts อ่านข่าวสาร…
หลังจากที่เมื่อปีที่แล้ว จัดว่าเงียบเลยก็ว่าได้สำหรับทาง Suzuki เพราะมีเพียงแค่ Katana โมเดลเดียวเท่านั้นที่เปิดตัวแบบ All-New แต่ในปีนี้ดูเหมือนว่ามันจะต่างออกไปจากที่เคย เพราะพวกเขายังมีแอดเวนเจอร์ไบค์เจ้าพายุอย่าง All-New Suzuki V-Strom 1000 เตรียมเข้าคิวเปิดตัวร่วมกับคันอื่นๆด้วย หลังมีผู้พบเห็นว่ามันกำลังถูกขี่ทดสอบในประเทศฝรั่งเศส จากภาพที่เราได้รับมา (เพื่อนๆสามารถคลิกชมได้ที่นี่) ตัวรถ V-Strom 1000รุ่นใหม่นั้น ดูเหมือนว่ามันจะถูกแต่งหน้าทาปากใหม่ชนิดที่ว่าต่างจากเดิมออกไปแทบจำสิ้นเชิง ซึ่งเี่ยวกับเรื่องนี้ เราสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ทั้ง โคมไฟหน้า LED ที่เปลี่ยนจากแบบโคมทรงวงรี ให้เป็นแบบกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า (สังเกตจากกรอบแสงที่ส่องออกมา), วิินชิลด์ด้านหน้า มีขนาดกว้างและสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด, และความหนาของช่วงแฟริ่งด้านข้างรถเองก็ดูบึกบึนขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ทางสื่อต้นทางยังระบุอีกว่า แม้เปลือกภายนอกจะเปลี่ยนไป แต่ชุดเฟรมหลักของ V-Strom 1000 ทั้งสองคัน (หรือหนึ่งในนั้นอาจจะเป็น 650 ก็ได้) ที่อยู่ในรูป ยังมีลักษณะเหือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นัก แม้แต่ตัวเครื่องยนต์เอง หากดูเผินๆก็ไม่ได้รู้สึกผิดแผกไปจากเดิม แต่หากอิงจากกฎมลพิษระดับ Euro5 ที่เตรียมบังคับใช้ในปี 2020 นี้แล้วล่ะก็…
หลังจากที่เมื่อวันก่อนเราได้นำเสนอข้อมูลสิทธิบัตรของ Kawasaki ที่ว่าด้วยระบบเรดาร์ตรวจจับยานพาหนะ แบบเดียวกับ Ducati และ KTM ที่เคยทำไว้ก่อนหน้าช่วงปีก่อนไปแล้ว มาวันนี้เราก็เป็นทีของ Honda บ้างที่จะต้องพัฒนาระบบตรวจจับยานพาหนะเช่นกัน แต่เป็นการใช้กล้องบันทึกภาพที่ติดตั้งไว้หลังหมวกกันน็อคแทนเรดาร์ที่ติดตั้งไว้ด้านหน้ากับด้านท้ายรถแบบที่คนอื่นทำกันเสียอย่างนั้น จากข้อมูลในสิทธิบัตรระบุไว้ว่า ข้อมูลภาพทีี่ถูกบันทึกไว้โดยกล้องที่ติดตั้งอยู่หลังหมวก จะถูกส่งข้อมูลไปยังกล่องควบคุม ผ่านระบบบลูทูธ เพื่อแสดงผลบนหน้าจอ และแจ้งเตือนภัยที่มาจากทางด้านหลังให้กับผู้ใช้ผ่านจุดนี้ หรือถ้าหากผู้ใช้ไม่รู้ตัวสักที ระบบก็จะตัดเข้าโหมดควบคุมตัวรถด้วยตนเองทันทีเพื่อให้ผู้ใช่ปลอดภัยที่สุด นอกจากนี้ ตัวกล้องดังกล่าวยังจะต้องทำงานร่วมกับระบบวัดองศาการเอียง, ระบบวัดอัตราเร่ง, รวมถึงระบบวัดมุมเลี้ยวของตัวรถ เพื่อที่ว่ากล้องจำได้รู้มุมของตนเอง เพื่อให้การจับภาพ และประมวลผลวัตุที่เข้ามาด้านหลังมีความแม่นยำมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจสุดๆ อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการที่ Honda มาพัฒนาระบบ กล้องมองหลังติดหมวกกันน็อคที่ว่านี้แล้ว พวกเขาจะทิ้งการทำระบบเรดาร์ตรวจจับวัตุด้านหลัง เพราะจากข้อมูลระบุไว้ว่า อันที่จริงระบบกล้องตัวนี้ ก็ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้ร่วมกับระบบเรดาร์นั่นแหล่ะครับ แต่สุดท้ายเราจะได้เห็นมันถูกนำมาผลิตเพื่อใช้งานในรถขายจริงเมื่อไหร่ เรายังไม่สามารถระบุได้ในตอนนี้ แต่คาดว่าคงไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้แน่นอน เนื่องจากทางฝั่งยุโรปเตรียมใช้ระบบนี้ในปี 2020 กันแล้ว ขอบคุณข้อมูลจาก Bennetts อ่านข่าวสาร Honda เพิ่มเติมที่ได้ที่นี่…
อาการบาดเจ็บยังเรื้ออยู่ไม่พอ รถใหม่ที่ต้องปรับตัวก็ดันมาเสียกับเรื่องจุกจิกบ่อยเสียจนแข่งไม่ได้ เรียกได้ว่าซวยซ้ำซ้อนเสียจริงสำหรับ Jorge Lorenzo นอกจากนี้ในการแข่งขันที่อเมริกาสนามล่าสุด ตัวแข่ง RC213V ของเขายังมีอาการ “โซ่ตก” ถึงสองรอบด้วยกัน โดยรอบแรกเกิดขึ้นในช่วงควอลิฟายวันเสาร์ และรอบที่สองก็เกิดขึ้นในรอบแข่งขันวันอาทิตย์ โดยจากการวิเคราะห์สาเหตุในเบื้องต้น ทาง Honda ได้ให้ข้อมูลว่า อาจจะเป็นเพราะตัวสวิงอาร์มคาร์บอนที่อ่อนจนเกินไป ทำให้มันสามารถบิดตัวได้จนแนวสเตอร์ไม่ตรงกับแนวของโซ่ขับเคลื่อน แล้วเกิดเหตุการโซ่ตกในที่สุด แต่ตัว Lorenzo กลับบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์รอบที่สองนั้นไม่เหมือนกันว่า “ไม่ มันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งเลยกับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (วันแข่ง)” “มันน่าผิดหวังมากๆ, เพราะในสามสนามที่ผ่านมานี้, มีสามปัญหาที่แตกต่างกันไปเกิดขึ้นจนทำให้พวกเราต้องพลาดจากการได้ผลแข่งที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหานี้ ที่ทำให้เราไม่สามารถจบการแข่งขันได้, ผมว่ามันโชคร้ายสุดๆไปเลย” นอกจากปัญหาในเรื่องโซ่แล้ว Lorenzo ยังพูดถึงอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับตนเองมากอีกหหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ ‘แรงเฉื่อย’ ของตัวรถไว้ว่า “ในช่วงแรกของการแข่งขัน ตอนที่รถยังมีน้ำมันเต็มถัง, การหยุดรถให้ได้มันเป็นอะไรที่ยาก, ผมเลยทำพลาดแปลกๆ ทั้งๆที่ปกติผมไม่เคยพลาด(แบบนี้)”, “แต่ผมก็ยังหลุดแทร็คไปตั้งสองครั้ง เพราะผมไม่สามารถหยุดรถได้, ดังนั้นผมก็เลยต้องเสียอันดับไปหนึ่งถึงสองอันดับ”, “เรามีแรงเฉื่อยที่มากเกินไปกับรถคันใหม่, และเราต้องรับปรุงมัน เพื่อให้ตัวรถหยุดได้ง่ายกว่านี้” ด้าน…
ความเคลื่อนไหวเริ่มกลับมาให้เห็นกันอีกครั้งกับเทคโนโลยี Fuel Cell จาก Honda ที่ก่อนหน้านี้เราได้เคยเสนอข่าวไปแล้วว่าพวกเค้าได้ประกาศร่วมมือกับ General Motors บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาเพื่อร่วมพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งผลจากการจับมือกันในครั้งนั้นก็เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นกับภาพสิทธิบัตรที่เพื่อนๆกำลังเห็นอยู่ตอนนี้ ที่ปล่อยออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2017 จากภาพจะเห็นได้ว่าบริเวณซับเฟรมหรือใต้เบาะนั่งจะเป็นพื้นที่สำหรับติดตั้งตัวถังเชื้อเพลิงที่ใช้บรรจุแก๊สไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อให้กับประจุไฟที่จะถูกกักเก็บไว้ในแบตเตอรี่ที่ติดตั้งไว้ตรงกลางเฟรมหรือโครงหลักของตัวรถ ส่วนชุดมอเตอร์เองก็อยู่ข้างล่างชุดแบตเตอร์รี่อีกทีหนึ่งในขณะที่ตัวระบบส่งกำลังนั้นก็เป็นแบบเพลาขับซึ่งน่าจะรองรับกับแรงบิดอันมหาศาลของมอเตอร์ไฟฟ้าได้ดีกว่าแบบโซ่ ส่วนสิทธิบัตรเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวรถ Fuel Cell คันนี้ที่พึ่งปล่อยออกมาเมื่อวันก่อนก็คือ ระบบดักอากาศด้านหน้าตัวรถที่เอาไว้ป้อนอากาศเข้าสู่ระบบ ซึ่งตัวอากาศ(ออกซิเจน)ที่ว่านี้จะมีส่วนช่วยในการทำปฏิกิรยาเคมีกับแก๊สไฮโดรเจนในถัง ช่วยให้ตัวรถสามารถใช้งานได้เป็นระยะทางที่ยาวมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วมันจะสามารถทำงานได้ดีแค่ไหนนั้น เรายึงต้องคอยติดตามกันต่อไป แต่เชื่อว่าคงไม่นานนับจากนี้ครับ เพราะทาง Honda ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า แผนการเปิดตัวโปรเจ็กท์นี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2020 หรืออีกราวๆ 1 ปี นับจากนี้นั่นเอง ขอบคุณข้อมูลจาก Morebikes, Motorrad อ่านข่าว Honda เพิ่มเติมได้ที่นี่ อ่านข่าว มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
