หลังจากที่มีข่าวออกมาว่าทาง Tech3 จะไม่ต่อสัญญากับ Yamaha เมื่อจบการแข่งขัน MotoGP ปี 2018 ทาง Petronas และฝ่ายบริหารของสนามเซปังฯ ประเทศมาเลเซียก็ไมรอช้ารีบเจรจากับค่ายส้อมเสียงเพื่อเข้ามาเสียบตำแหน่งทีมรองตรงนี้ทันที และในที่สุดวันนี้พวกเขาก็ได้เปิดตัวทีมใหม่ของตนเองเป็นที่เรียบร้อยในชื่อ Petronas Yamaha SRT โดยสำหรับนักบิดที่จะเข้ามาเป็นผู้คุมบังเหียนตัวแข่งของทีมนั้นก็คือ Franco Morbidelli ผู้ได้ตำแหน่ง Rookie Of The Year ประจำการแข่งขัน MotoGP 2018 ซึ่งนักบิดรายนี้จะได้ขี่ตัวแข่ง YZR-M1 ‘A-spec’ ที่มีสเปคเทียบเท่าใกล้เคียงกับตัวแข่ง YZR-M1 ที่นักบิดทีมโรงงานอย่าง Valentino Rossi และ Maverick Vinales ใช้ทำการแข่งขันปีปัจจุบัน ส่วนนักบิดอีกรายคือน้องใหม่อย่าง Fabio Quartararo ที่พึ่งเลื่อนชั้นมาจาก Moto2 ก็จะได้ใช้ตัว YZR-M1 ‘B-spec’ ซึ่งจะเป็นตัวแข่งสเปคของปีก่อนเหมือนอย่างที่ปกติแล้วทีมรองของ Yamaha จะใช้กันซึงงานนี้เราก็คงต้องมาลุ้นกันว่านักบิดรุ่นใหม่ทั้งสองคนนี้จะไปได้ดีแค่ไหนกับตัวแข่งที่พวกเขาพึ่งได้สัมผัส…
Author: admin
Nito ผู้ผลิตน้องใหม่จากอิตาลี เปิดตัวคอนเซปท์รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าโมเดลล่าสุดของทางค่ายที่มีชื่อเรียกสั้นๆง่ายๆว่า N4 พร้อมชูจุดเด่นคือหน้าตาแบบรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ซุปเปอร์โมโต เน้นการใช้งานในเมืองอย่างคล่องตัว แน่นอนว่าในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกของ Nito N4 นั้นต้องถือว่าสะดุดตาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชุดล้อซี่ลวดด้านหลังที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังขับ 11 กิโลวัตต์เป็นดุมกลาง และยึดเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับตรวรถด้วยสวิงอาร์มอลูมิเนียมแขนเดี่ยว ส่วนชุดเฟรมเองก็ทำจากวัสดุอลูมิเนียมเช่นกัน โดยมีการติดตั้งแบตเตอรี่ที่รองรับระยะทางในการใช้งานได้ไกลถึง 150 กิโลเมตรไว้ด้านล่างของตัวรถ ส่วนชุดเบาะนั่งก็ออกแบบให้ปิดคลุมตัวรถช่วงกลางทำหน้าที่คล้ายแฟริ่งข้างไปเลย นอกจากนี้ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้า ก็ยังเป้นแบบที่ไม่ค่อยเห็นมีใครใช้เท่าไหร่นัก นั่นก็คือแบบ Parallelogram และมีโช้กอัพเดียวอยุ่ตรงกลางคอยที่หน้าที่ซับแรงสะเทือน, ด้านระบบเบรกด้วยความที่ด้านหลังไม่ได้ติดตั้งเอาไว้ ดังนั้นทาง Nito จึงจัดระบบเบรกแบบดิสก์คู่ด้านหน้ามาให้เจ้า N4 ซึ่งเพียงพอแน่นอนกับการหยุดตัวรถที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้านช่วงเวลาการเปิดรับจองเพื่อวางจำหน่ายเจ้า Nito N4 จริงๆนั้นยังไม่มีการระบุวันไว้ชัดเจน แต่ทางค่ายก็ได้แย้มๆมาวาพวกเขาจะพร้อมขายมันแน่นอนในช่วงปี 2020 ดังนั้นหากใครสนใจเจ้ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแนวซุปเปอร์โมโตคันนี้อยู่ล่ะก็ อดใจรอกันอีกนิดนะครับ อีกเพียงแค่ปีเดียวก็ได้สั่งมันเข้ามาขี่หล่อๆในบ้านเราแล้ว (แต่ราคาคงแพงเอาเรื่องเลยทีเดียวถ้าดูจากหน้าตาของมัน) อ่านข่าว มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival…
Lexmoto แบรนด์ผู้ผลิตสัญชาติจีนที่กำลังไปได้ดีในยุโรป เตรียมนำเข้ารถสปอร์ตไบค์น้องใหม่อย่างเจ้า LXR380 บุกตลาดผู้ใช้หน้าใหม่ที่ถือใบขับขี่ระดับ A2 โดยเฉพาะ โดยจุดที่น่าสนใจของเจ้า LXR 380 คันนี้ก็คือขุมกำลังหลักของมันที่เป็นแบบ 2 สูบเรียง 380cc จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด และใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ผลิตโดย Zongshen (หรือ Ryuka ที่รู้จักกันดีในบ้านเรา) แต่น่าเสียดายที่มันกลับสามารถทำแรงม้าได้เพียงแค่ราวๆ 30 ตัวเท่านั้น ซึ่งดูค่อนข้างน้อยไปนิดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน คลิกไฮไลท์น้องเล็ก LXR125 แต่จุดเด่นอื่นที่น่าจะทำให้ Lexmoto LXR380 คันนี้พอแก้เกมจากคู่แข่งได้ก็คือ การที่มันจะได้รับการติดตั้งส่วนพ่วงอื่นๆที่ดูดีกว่าในเชิงภาพลักษณ์ ทั้งโช้กหน้าหัวกลับ, ปั๊มเบรกเรเดียลเมาท์(ทำงานร่วมกับจานเบรกเดี่ยว), สวิงอาร์มอลูมิเนียม, และชุดเฟรมถัก ซึ่งทั้งหมดนี้แท้จริงแล้วเหมือนจะเป็นพื้นฐานเดียวกับรุ่นเล็ก LXR125 ที่มีวางจำหน่ายอยู่ก่อนแล้วในยุโรป ส่วนราคาค่าตัวของมันยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะอย่างที่เรากล่าวไว้ในข้างต้นว่ามันกำลังอยู่ในขั้นของการเตรียมการ แต่จากการให้ข้อมูลคร่าวๆทาง Lexmoto ได้ระบุไว้ว่าราคาของเจ้า LXR 380 คันนี้จะอยู่ที่ไม่เกิน 160,000 บาท ซึ่งถือว่ากำลังเหมาะพอดีถ้าเทียบกับคู่แข่งคันอื่นๆที่ราคาพุ่งแตะตัวเลขหลัก…
ขณะที่ในบ้านเราทาง Yamaha Thailand มีเจ้า MT-15 ไว้ตีตลาดแน็กเก็ทไบค์พิกัด 150cc แต่ในฝั่ง Yamaha India นั้นกลับยังไม่สามารถวางจำหน่ายโมเดลนี้ได้ในตอนนี้ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกเปิดตัว FZ 150 และ FZS 150 โฉมใหม่ที่อัพเดทประจำปี 2019 ก่อน เพราะนี่ถือเป็นหนึ่งโมเดลสำคัญในตลาดอินเดียที่พวกเขาจะปล่อยผ่านไม่ได้เช่นกัน โดยสำหรับการปรับโฉมใหม่ของ 2019 FZ 150 / FZS 150 เวอร์ชันปี 2019 นั้น ยังคงอิงพื้นฐานจาก FZ 150 รุ่นก่อนหน้าทั้งชุดเฟรม และเครื่องยนต์สูบเดียว จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 149cc กำลังสูงสุด 13.2 แรงม้า (PS) ที่ให้ความมั่นใจได้เลยว่ามันจะต้องถึกและทนพอที่จะรับความหนักหน่วงในการใช้งานของชาวอินเดีย แต่กับหน้าตาหรือเปลือกนอกมีการปรับใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ตัวรถดูมีความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ทั้งไฟหน้า LED, จอมาตรวัด LCD, ท่อไอเสียใบใหม่เล็กสั้นกว่าเดิม,…
หลังจากที่ Triump Rocket III รุ่นใหม่ ได้สร้างกระแสฮือฮาพอสมควรจากการที่มันอาจจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาดความจุใหญ่ยักษ์หลัก 2,500cc ทำให้วันนี้ เราอยากจะพาเพื่อนๆไปพบกับ 10 อันดับรถมอเตอร์ไซค์เครื่องยักษ์คันอื่นๆที่น่าสนใจบ้าง ซึ่งมันจะมีคันไหนอีกนั้น มาดูกันเลยครับ *รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยักษ์ที่ไล่เรียงอยู่ตรงนี้ จะมีเฉพาะกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตออกมาเพื่อขายแบบปกติเท่านั้น ไม่ได้นับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดแบบ Limited-Edition 10: Harley-Davidson 117 Milwaukee-Eight: 1,923cc เครื่องยนต์บล็อคใหญ่สุดที่ทาง Harley-Davidson ติดตั้งให้กับรถมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาตั้งแต่ออกโรงงาน โดยรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ลูกนี้ออกมาแต่แรกคือซีรียส์พิเศษ CVO ทุกรุ่น ประกอบไปด้วย CVO™ ROAD GLIDE, CVO™ LIMITED, และ CVO™ STREET GLIDE ซึ่งทั้งสามคันที่เรากล่าวมานี้ต่างใช้เครื่องยนต์ลูกนี้้เหมือนกันทั้งหมด 9: Harley-Davidson 120ST engine: 1,962cc เครื่องยนต์แต่งพิเศษสร้างโดย Harley-Davidson ผลิตออกมาเพื่อเอาใจลูกค้าสายที่มองว่าแค่เครื่องยนต์เดิมๆที่อยู่ในแคทตาล็อกคงแรงไม่พอ ดังนั้นนอกจากตัวเลขความจุจะใหญ่กว่าเครื่องยนต์อื่นๆของทางค่ายที่เรารู้จักแล้ว…
Hoversurf ผู้ผลิตโดรนขนาดใหญ่ประกาศยืนยันรับสั่งจอง Hoverbike มอเตอร์ไซค์บินได้ของพวกเขาได้แล้วนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังเปิดโฉมคอนเซปท์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2016 และต่อมาในปี 2017 ทางกรมตำรวจดูไบสั่งจองเข้ากรมเอาไว้ตรวจการในประเทศตนเองก่อนใครเพื่อน โดยสเปคคร่าวๆของ 2019 Hoverbike S3 นั้น มีการระบุไว้ว่ามันถูกล็อคเพดานบินไว้ที่ 5 เมตร สำหรับการใช้งานโหมด “Safe Flight” ซึ่งผู้ใช้สามารถปลดเพื่อปรับเพิ่มเพดานบินได้ในภายหลังหากต้องการ ขณะที่น้ำหนักตัวสุทธิคือ 114 กิโลกรัม (ขอบคุณวัสดุคาร์บอนที่ทาง Hoversurf นำมาใช้ในการทำโครงสร้างหลัก), ใช้แบตเตอร์รี่ LiNiMnCoO2 ขนาด 12.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับระยะเวลาทำการบินราวๆ 40 นาที ในโหมดไร้คนขับ (ควบคุมด้วยรีโมทบังคับวิทยุ รัศศมีการควบคุม 6 กิโลเมตร และ 15-25 นาที ในโหมดมีผู้ใช้ขึ้นขี่ไปกับโดรน ส่วนความเร็วสูงสุดที่มันสามารถทำได้ก็อยู่ที่ 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่แน่นอนว่าเป็นความเร็วที่ถูกล็อคเอาไว้เพื่อความปลอดภัยตามกฏหมาย นอกจากนี้หากมันต้องบรรทุกของหนักกว่า 300…
ผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ดีนับตั้งแต่มีการปรากฏตัวของ New Yamaha Nmax ครั้งแรก มาวันนี้ ก็ได้มีผู้พบเห็นมันอีกครั้งและไม่ลืมที่จะถ่ายรูปของมันมาเพื่ออัพเดทข้อมูล ซึ่งดูรูปเผินๆแล้ว เราอาจจะไมได้พบจุดต่างของตัวรถมากมายนัก เนื่องจากยังเป็นมุมด้านหลังเหมือนครั้งก่อนหน้า แต่สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมที่ผู้ถ่ายได้ให้มานั้น ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ โดยสำหรับจุดแรกที่เราจะพูดถึงก่อนก็คือ ตัวโช้กหลังที่แต่เดิมใน Nmax รุ่นปัจจุบัน มันจะใช้แค่โช้กคู่แบบธรรมดาเท่านั้น แต่สำหรับตัว New Nmax – Prototype ที่กำลังทดสอบอยู่ในขณะนี้ จะเห็นได้ว่ามันได้รับการติดตั้งชุดโช้กคู่แบบมีซับแทงค์แยกใหม่ ซึ่งคาดว่าจะยกมาจากเพื่อนร่วมค่าย Aerox 155 และมีความเป็นไปได้ที่มันอาจจะเป็นรุ่นย่อยบนสุดของ Nmax โฉมถัดไป ส่วนจุดที่สองไม่สามารถสังเกตุในภาพได้ แต่ผู้ถ่ายภาพก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชุดหน้าจอกับครึ่งหน้าของตัวรถที่ถูกทดสอบอยู่นั้น มีหน้าตาไม่เหมือนกับของ Nmax รุ่นปัจจุบัน ซึ่งน่าเสียดาที่เจ้าตัวไม่ระบุเพิ่มว่ามันต่างจากเดิมอย่างไร หรือต่างมากแค่ไหน ดังนั้นสำหรับเพือนๆคนไหนที่รอชมโฉมหน้าของ New Yamaha Nmax ก็ยังต้องตั้งตารอกันต่อไป จนกว่าจะมีช่างภาพโชคดีสักคนแอบถ่ายช่วงหน้าของตัวรถมาได้ แต่เราเชื่อว่าคงไม่นานเกินรอแน่นอนครับ ขอบคุณข้อมูลจาก Iwanbanaran อ่านข่าว Yamaha เพิ่มเติมได้ที่นี่…
ขณะที่ Elon Musk ผู้บริหารสูงสุดของ Tesla ประกาศออกมาชัดเจนว่าตรไม่มีแผนที่จะลุยตลาดรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งๆที่ในตลาดรถยนต์นั้นแบรนด์ของเขาคือที่หนึ่งในวงการยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า แต่ James Gawley ดีไซนเนอร์สัญชาติอเมริกากลับมองว่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหน้าจะเป็นอะไรที่ไปได้ดีกับยอดแบรนด์ที่เรากล่าวถึงอยู่นี้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Gawley เลือกสร้างคอนเซปท์ Tesla Model M ขึ้นมา โดยใช้ Tesla Model S รถซีดานรุ่นยอดนิยมของค่ายเป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบ โดยเอาดีไซน์ของรถเก๋งคันที่ว่ามาผสมผสานกับรถมอเตอร์ไซค์สองรูปแบบคือทัวร์ริ่ง และสปอร์ตไว้ด้วยกัน จากทั้งหมดที่ว่ามาจึงทำให้เจ้า Tesla Model M กลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับดีไซน์แบบสปอร์ต-ทัวร์ริง กล่าวคือแม้หน้าตาโดยรวมของมันจะมีความเป็นสปอร์ตสูงมาก แต่ต่ำแหน่งแฮนด์บาร์ของมันกลับถูกวางตำแหน่งไว้สูงกว่าระนาบเบาะนั่งขึ้นมาอีกพอสมควรเพื่อความสะดวกสบายของผู้ขี่ ขณะที่โครงสร้างตัวรถก็เป็นแบบโมโนค็อกทั้งคัน ซึ่งจุดนี้ก็ถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่ Gawley ต่อยอดมาจาก Tesla Model S และเพื่อให้ตัวรถมีความล้ำสมัยสุดๆ Gawley จึงได้ออกแบบให้ Tesla Model M คันนี้มีชุดหน้าจอขนาดใหญ่ยักษ์ที่วางพาดยาวตั้งแต่ช่วงหน้ารถมาจนถึงบนถังน้ำมัน(หลอก) เพื่อแสดงผลสถานะตัวรถทั้งหมดไปจนถึงฟีเจอร์นำทางผู้ใช้ผ่านระบบ GPS, เสริมด้วยกล้องที่จะถ่ายภาพด้านหลังตัวรถเพื่อส่งมาแสดงผลบนหน้าจอแทนกระจกมองข้าง, ชุดขาตั้งข้างที่สามารถยืดหดออกจากตัวรถได้เองโดยไม่ต้องให้ผู้ขี่สั่งการ,…
Honda Pop 110i มอเตอร์ไซค์แม่บ้านยอดนิยมในประเทศบราซิล ได้รับการเปิดตัวโฉมอัพเดทปี 2019 ไปหมาดๆเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ซึ่งจุดที่ทำให้เราต้องนำเสนอมันในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะมันพึ่งเปิดตัวใหม่ แต่เป็นเพราะหน้าตาที่แปลกตาจนเชื่อว่าแม้แต่เพื่อนๆเองยังต้องหันหัวสองรอบเพื่อมองมัน แน่นอนว่าสำหรับจุดเด่นของเจ้า Pop 110i คันนี้ก็คือการที่มันถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้วางจำหน่ายในประเทศบราซิลที่ต้องการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์แนว อึด ถึก ทน โดยเฉพาะ ดังนั้นชุดเฟรมของมันจึงเป็นแบบใหม่ที่ไม่เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ในบ้านเรา ขณะที่ชุดแฟริ่งก็เป็นแบบลูกครึ่งคล้ายกับรถกระเทยที่พวกเราคุ้นหูกันดี แต่แปลกตรงที่มันได้รับการติดตั้งแฮนด์บาร์ทรงสูง(มาก) แทนที่จะเป็นแบบจับโช้กเหมือนที่เราคุ้นชิน นอกจากนี้ ตัวชุดล้อของมันยังมีขนาดวงล้อต่างกัน คือ ด้านหน้าเป็นแบบซี่ลวดขอบ 17 นิ้ว ส่วนด้านหลัง เป็นมีขนาดวงล้อ 14 นิ้ว คราดว่าตั้งใจออกแบบไว้เพื่อให้มันสามารถปีนร่องหลุมที่พบได้ทั่วไปบนถนนนอกเมืองบราซิลได้อย่างคล่องตัว นอกนั้นในส่วนของระบบเบรกหน้าหลังต่างก็เป็นแบบดรัมทั้งคู่ แต่มีการเสริมระบบ Combine เข้ามา, ขณะที่ชุดหน้าจอแสดงผลและชิ้นส่วนอื่นๆล้วนแล้วแต่ออกแบบมาเพื่อให้ตัวรถดูเรียบง่ายที่สุด อย่างไรก็ดี สำหรับตัวเครื่องยนต์ ดูเหมือนจะยังอิงเพื้นฐานเดียวกันกับ Wave 110i ในบ้านเรา เพราะนอกจกตัวเลขความจุจะเท่ากันแล้ว ขนาดลูกสูบและระยะชักยังเหมือนกันเป๊ะ แต่เพื่อให้มันเหมาะสมกับการใช้งานในบราซิลมากขึ้น ทางวิศวกรจึงออกแบบชุดคลัทช์ของมันใหม่จากแบบคลัทช์แรงเหวี่ยง (ออโต้คลัทช์) ให้กลายเป็นคลัทช์มือแทน ส่วนราคาค่าตัวของเจ้า…
เงียบหายไปพักใหญ่จริงๆสำหรับ All-New Suzuki GSX-700T หรือที่ครั้งหนึ่งรู้จักมันดีในชื่อ Recursion Concept โดยข่าวล่าสุดของมันนั้นก็คือการที่ทางค่ายได้จดสิทธบัตรชุดเฟรมถักแบบใหม่ให้กับมัน จากเดิมที่ตอนแรกในโฉมคอนเซปท์มันยังใช้เฟรมแบบอลูมิเนียมทวินสปาร์ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ที่ทำให้มันเปิดตัวล่าช้าออกไปจากกำหนดตอนแรกที่ว่ากันว่ามันควรจะต้องเปิดตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 อย่างไรก็ดีเมื่อไม่กี่วันมานี้เราก็ได้รับข้อมูลเอกสารสิทธิบัตรของเจ้า GSX-700T รุ่นนี้อีกครั้ง และมันคือสิทธิบัตรที่ว่าด้วยชุดเฟรมแบบใหม่ที่ทางค่ายออกแบบขึ้นมา นั่นก็คือเปลี่ยนจากเฟรมถักของเดิม ซึ่งถือเป็นเฟรมรุ่นที่ 2 ต่อจากเฟรมอลูมิเนียมทวินสปาร์แบบที่เรากล่าวไว้ในตอนแรก ให้กลายเป็นเฟรมแบบเปลคู่ ที่เราเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเหตุใดพวกเขาถึงต้องเปลี่ยนรูปแบบเฟรมมันบ่อยขนาดๆนี้ทั้งๆที่มันควรจะเป็นชิ้นส่วนที่ดิ้น(เปลี่ยงแปลง)ได้น้อยที่สุดของตัวรถ โดยหากให้วิเคราะห์กันในเบื้องต้น ปัญหาที่ทำให้ทาง Suzuki ต้องปรับรูปแบบเฟรมของ GSX-700T บ่อยขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะตัวเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาดความจุราวๆ 700cc พ่วงเทอร์โบชาร์จเจอร์ของมันเอง ที่ต้องการใช้พื้นที่ห้องเครื่องในการติดตั้งมากกว่ากว่าปกติ เนื่องจากมันต้องมีการเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับติดตั้งอินเตอร์คูลเลอร์ และโข่งเทอร์โบเพิ่มขึ้นมาอีกถึง 2 ชิ้นใหญ่ๆด้วยกัน ทำให้เฟรมทั้งสองแบบที่ออกแบบไว้ตอนแรกมีพื้นที่ไม่พอที่จะติดตั้งส่วนพ่วงเครื่องยนต์ได้อย่างเป็นกิจลักษณะเท่าไหร่นัก (กล่าวคืออาจจะใส่ได้ทั้งหมดตั้งแต่เฟรมชุดแรก แต่ความแออัดของชิ้นส่วนคงมีมากเกินไปจนไม่น่าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นต่อไปได้) งานนี้เราก็ได้แต่หวังว่าทาง Suzuki คงจะไม่ปรับอะไรเกี่ยวกับตัวรถ All-New Suzuki GSX-700T ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้อีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่มีการปรับชิ้นส่วนโครงสร้างใหญ่ๆแบบนี้ก็ย่อมหมายถึงความล่าช้าในการเปิดตัวที่จะถูกดึงเวลาออกไปเรื่อยๆ และนั่นคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอนสำหรับสาวกที่รอคอยโมเดลนี้อยู่…
