ยังคงเปิดตัวโมเดลหรือรุ่นย่อยออกมาเรื่อยๆสำหรับรุ่นนีโอคลาสสิคไบค์รุ่น Scrambler ของค่าย Ducati ซึ่งในรุ่นย่อยล่าสุดที่เปิดตัวเป็นโฉมแรกของปี 2018 ได้ใช้ชื่อประจำตัวตามสมัยนิยมว่า Ducati Scrambler #Hashtag โดยมีพื้นฐานตัวรถเป็นรุ่นเล็กสุดอย่าง Sixty2 สำหรับการตกแต่งภายนอกนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมายนักในรุ่น Ducati Scrambler #Hashtag คันนี้ นอกจากการหยิบเอาเบาะนั่งติดรถของ Scrambler รุ่น Desert Sled มาติดตั้งแทนเบาะเดิมของ Sixty2 แล้วเพิ่มความขรึมด้วยการพ่นเฉดสีดำลงไปบนตัวรถแทบทั้งคัน หลังจากนั้นจึงตัดโทนด้วยตัวอักษร “Scrambler Ducati” สีส้มที่คิดไว้บนตัวถังเพื่อบ่งบอกความเป็น “Hashtag” นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างของเจ้า Ducati Scrambler #Hashtag คันนี้ก็คือการที่ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้ผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น โดยเงื่อนไขในการซื้อนั้นก็มีอยู่ว่าลูกค้าจะต้องพรีออเดอร์เป็นเงินมัดจำในระบบออนไลน์ด้วยเงินจำนวน 500 ยูโร หรือราวๆ 20,000 บาท หลังจากนั้นในไม่กี่วันถัดมาก็จะมีกล่องกระดาษที่ภายในเป็นวอยเชอร์ส่วนลด 20% และคูปองสำหรับติดต่อดีลเลอร์เพื่อกำหนดวันส่งมอบ และจ่ายเงินค่ารถจริงๆติดป้ายไว้ 6,990 ยูโร หรือราวๆ 271,000 บาทไม่รวมภาษีอีกที…
Author: admin
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนที่แล้วทาง MotoRival เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณจินตนา อุดมทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ไปเป็นที่เรียบร้อย คลิ๊กอ่านได้ที่นี่ และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ทาง MotoRival เราได้รับเกียรติสัมภาษณ์ผู้บริหาร คุณ ประวัติ ประเสริฐพร (พี่หมี) ผู้จัดการทั่วไปอาวุโสฝ่ายวางแผนการขาย และการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถึงยอดขาย Big Bike ในปี 2017 และ ทิศทางในปี 2018 นี้ กับโปรเจค “Faster Sons” มีแง้มๆ โมเดลใหม่มาเรี่ยกน้ำย่อยกันให้พอหอมปากหอมคอมาดูประเด็นที่น่าสนใจกันเลยครับว่ามีอะไรบ้าง ยอดขาย Big Bike โดยรวมทั่วประเทศในปี 2017 นี้โตขึ้น 20% จากปี 2016 จำนวนโดยประมาณ 25,000 คัน มาเป็น…
จบไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการทดสอบ Buriram MotoGP – Official Test ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยก่อนหน้านี้เราได้เคยนำเสนอข้อมูลการเปรียบเทียบเวลาการทดสอบระหว่างนักบิด MotoGP กับ WSBK กันไปแล้ว โดยการเปรียบเทียบครั้งนั้นเป็นการใช้ข้อมูลตัวเลขที่เกิดขึ้นหลังจบการทดสอบวันแรกและครั้งแรกของทั้งสองฝั่ง ซึ่งในส่วนตัวเลขของทาง WSBK อาจจะดูเหมือนว่าค่อนข้างเก่าไปนิดเนื่องจากการทดสอบครั้งแรกของพวกเขานั้นเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จึงอาจจะมีความคลาดเคลื่อนหรือความแตกต่างในเรื่องของเทคโนโลยีที่ต่างเวลากันมากเกินไป ดังนั้นในคราวนี้เราจึงจะนำข้อมูลตัวเลขดังกล่าวมาเทียบอีกครั้ง โดยอาศัยตัวเลขจากการทดรอบ Free Practice 3 ของการแข่งขัน WSBK ที่สนามช้างปีล่าสุดซึ่งก็คือปี 2017 มาเปรียบกับตัวเลขหลังจบการทดสอบวันที่ 3 ของทาง MotoGP กันอีกครั้งว่าจะแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด มาเริ่มกันเลยครับ และส่วนแรกที่เราจะพูดถึงก่อนเลยก็คือตัวเลขเวลาของนักบิด 10 อันดับแรกที่สามารถกดเวลาได้ดีที่สุดในวันที่ 3 จากฝั่ง MotoGP (ย้ำว่าดีที่สุดในวันที่ 3 ไม่ใช่ดีที่สุดของทั้ง 3 วัน) ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวเลขเวลาที่ดีที่สุดในวันนี้ก็คือพ่อใหญ่จิ๋ว…
จากข้อมูลข่าวที่เราได้นำเสนอไปเมื่อต้นปีที่แล้ว จนกระทั่งผ่านไปเกือบหนึ่งปีในที่สุดก็มีความคืบหน้าออกมาว่าสำหรับโปรเจ็คสปอร์ตไบค์ขุมกำลังไฟฟ้าจาก Emflux เริ่มเข้าใกล้สู่ความเป็นจริงที่จะถูกวางจำหน่ายกันเสียทีโดยใช้ชื่อเปิดปฐมฤกษ์ให้กับโมเดลแรกของทางค่ายแบบตรงๆตัวว่า “ONE” สำหรับสเปคคร่าวๆของตัวสปอร์ตไบค์ไฟฟ้าจากค่ายอินเดียนั้นคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจากเดิมที่เราได้เคยเสนอไปก่อนหน้านี้ หลักๆก็จะเป็นตัวเลขความเร็วสูงสุดที่เพิ่มขึ้นจาก 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง, น้ำหนักโดยรวมตัวรถก็เบาเพียง 169 กิโลกรัม ส่วนกำลังสูงสุดที่ทำได้จากขุมกำลังระบบไฟฟ้านั้นก็อยู่ที่ 80.5 แรงม้ากับแรงบิดอีก 85 นิวตันเมตร แต่เอาจริงๆแล้วตัวเลขดังกล่าวจะโผล่มาแค่ตอนเร่งแซงเท่านั้น เพราะในสภาวะปกติแรงม้าสูงสุดจะถูกจำกัดไว้ที่ 71 ตัว ส่วนแรงบิดก็จะถูกล็อคไว้ที่ไม่เกิน 75 นิวตันเมตร ซึ่งบอกตรงๆเลยว่าแค่นี้ก็ทำให้เหล่ามอเตอร์ไซค์พิกัด 650cc ได้หนาวก้นกันอยู่หลายเจ้าเลยทีเดียว ในขณะที่ราคาค่าตัวก็ถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมากมายนัก เพราะจากข้อมูลระบุไว้ว่าทาง Emflux จะประกาศไว้ที่ราวๆ 600,000 รูปีย์ 293,000 บาท ซึ่งนี่ก็เป็นอีกจุดที่น่าสนใจอย่างมากหากทางค่ายเลือกจะเปิดราคาเท่านี้จริงๆ เพราะถึงแม้ถ้าพูดถึงตัวเลขระยะทางสูงสุดที่ตัวรถสามารถทำได้แค่เพียง 200 กิโลเมตร จะดูน้อยไปนิดเมื่อเทียบกับรถมอเตอร์ไซค์ขุมกำลังแบบสันดาปภายใน แต่ถ้าเทียบอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันแล้วยังไงเจ้า Emflux ONE คันนี้ก็กินขาดเพราะมันไม่ต้องใช้น้ำมันแม้แต่หยดเดียว แถมยังสามารถชาร์จไฟจาก 0-80% ได้ภายในเวลาเพียง…
เริ่มกันไปแล้วนะครับ สำหรับการทดสอบรอบ Winter Test ครั้งที่สองก่อนเปิดฤดูกาลแข่งขันปี 2018 ของเหล่าทีมแข่ง MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ทางทีมต่างๆได้นำตัวแข่งที่ได้ชื่อว่าเร็วที่สุดในโลกรถมอเตอร์ไซค์มาสัมผัสกับแทร็คแห่งนี้ โดยหลังจบการทดสอบในแต่ละวันนั้นก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ทางผู้จัดจะต้องปล่อยตัวเลขเวลาต่อรอบของนักบิดแต่ละคนออกมา ซึ่งในคราวนี้เราก็จะขอนำข้อมูลตัวเลขดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับอีกหนึ่งเวทีสองล้อที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันนั่นก็คือ WSBK เพื่อตอบข้อสงสัยที่ว่าระหว่าง “โปรโตไทป์เรซไบค์ที่เกิดมาเพื่อแข่งขันอย่างแท้จริง” จะสามารถทำเวลาทิ้งห่าง'”โปรดักชั่นไบค์แต่งซิ่งเต็มสูบ” ได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับในสนามบ้านเราแท้ๆอย่าง “ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต” *หมายเหตุ จากการที่ตัวเลขเวลาของทางฝั่ง MotoGP ในครั้งนี้นั้นเป็นตัวเลขที่เกิดจากการสัมผัสสนามเป็นครั้งแรกของนักบิดกับตัวแข่ง ดังนั้นสำหรับตัวเลขเวลาที่เราจะนำมาเปรียบเทียบของกฝั่ง WSBK นั้นจะเป็นตัวเลขสถิติเวลาของรอบ Free Practice 1 เมื่อวันที่ 20 มีนาคมปี 2015 หรือของ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เหล่าทีมแข่งในรายการนี้ได้สัมผัสกับสนามช้างฯเป็นครั้งแรกเหมือนกันกัน และเป็นรอบฝึกซ้อมเช่นกัน โดยเราจะนำเอาตัวเลข 10 อันดับที่เร็วที่สุดของทั้งสองฝั่งมาเทียบกันเท่านั้น เริ่มจากตารางอันดับเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดของฝั่ง MotoGP ตามด้วยลำดับเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดของฝั่ง…
แม้ว่าโดยทุนเดิมทาง Ducati จะออกแบบให้เจ้า Scrambler “Desert Sled” ปรากฏกายในฐานะแสครมเบลอร์ยกสูงสำหรับเอาใจนักบิดสายเรโทรไบค์แต่อยากเอารถมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปออกลุยป่าลุยเขากับเค้าบ้าง ซึ่ง Alex Earl ดีไซน์เนอร์ใหญ่ของค่าย Audi ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ดูเหมือนว่าแค่ Desert Sled เดิมๆจะยังครบไม่พอที่จะใช้ออกลุยดินแดนแห่งความหนาวเหน็บ “รัฐอลาสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา” ได้ ทำให้ Earl ได้จัดการออกแบบตกแต่งเข้า Scrambler ยกสูงคันนี้ใหม่แทบทุกรายละเอียด จนกลายเป็นเจ้า Ducati Desert Sled “ADV Alaska” Prototype คันนี้ เริ่มจากการจัดแจงเปลี่ยนล้อซี่ด้านหน้าขนาดวงล้อ 19 นิ้วทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยบขอบล้อซี่ขนาดวง 21 นิ้วเข้าไป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบุกตะลุย เสริมด้วยการ์ดโคมไฟหน้า, วินชิลด์คาร์บอน, แร็คติด GPS เหนือเรือนไมล์, ถังน้ำมันสำรองดีไซน์กลมกลืนไปกับตัวรถขนาด 22 ลิตร ซึ่งตำแหน่งการวางของชุดถังน้ำมันนีนั้นก็คือบริเวณใต้ผู้ขับขี่ ดังนั้นตัวเบาะนั่งจึงถูกปรับดีไซน์ใหม่เพื่อรองรับกับจุดนี้…
ไม่บ่อยเท่าไหร่นักที่เราจะได้เห็นทางค่ายผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์จับมือกับผู้พัฒนาเกมเพื่อสร้างรถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่สร้างมาสำหรับโปรโมตเกมนั้นๆ แต่ในคราวนี้ทาง Indian ได้จับมือกับทาง Activision เพื่อเปิดตัวครุยเซอร์ 2018 Indian Scout รุ่นตกแต่งพิเศษในธีมเฟรนไชส์เกมชื่อดัง “Call of Duty : WWII” และนอกจากการตกแต่งเพื่อใช้โปรโมตเกม Call of Duty แล้ว ทาง Indian ยังจัดสร้างเจ้า 2018 Scout คันนี้เพื่อรำลึกถึงครุยเซอร์ในตำนานที่พวกเค้าเคยสร้างขึ้นเมื่อปี 1941 นั่นก็คือเจ้า Indian 714B Scout ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าแทบทุกชิ้นส่วนที่ทางค่ายจับใส่ไปใน Scout รุ่นพิเศษคันนี้นั้นล้วนมีความคล้ายคลึงกับปู่ทวดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แทบทุกอย่าง ไล่ตั้งแต่การเพ้นท์สีรถรอบคันให้เป็นสีเขียวมะกอก, กระเป๋าหนังซ้ายขวาดีไซน์คลาสสิค, กล่องกระสุนติดโช้คหน้าซ้าย, และสัมภาระยิบย่อยอีก 3-4 รายการที่ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เหล่าทหารเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้วพกติดตัวไปออกรบทั้งสิ้น จุดสำคัญอีกอย่างสำหรับเจ้า 2018 Scout “Call of Duty…
TVS แบรนด์คู่ขา BMW จากอินเดียเตรียมนำเทคโนโลยีไฮบริดมาใช้กับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในอีกราวๆสองปีข้างหน้า ซึ่งก็คือเจ้า Zeppelin คอนเซปท์ครุยเซอร์ที่เรากำลังเห็นกันอยู่ตอนนี้ โดยในส่วนของข้อมูลตัวรถนั้นด้วยความที่มันยังเป็นเพียงแค่คอนเซปท์ไบค์จึงยังไม่มีอะไรชี้แจงออกมามากมายนัก นอกจากชุดโช้กคู่หน้าที่ยกมาจาก TVS Apache RTR 300 (หรือถ้าให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกนิดก็คือชุดเดียวกับ BMW G310R) ส่วนขุมกำลังหลักก็เป็นเครื่องยนต์ขนาด 220cc สูบเดียว ที่สามารถสร้างแรงม้าได้สูงสุดราวๆ 20 ตัวที่ 8,500 รอบ/นาที ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยแรงโดนใจนักบิดเท่าไหร่นัก แต่อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่าเจ้านี่คือมอเตอร์ไซค์ไฮบริด ดังนั้นแหล่งกำลังเสริมอย่างมอเตอร์ไฟฟ้าที่ถูกติดตั้งเข้ามาเพิ่มนั้นน่าจะมีความสามารถในการสร้างแรงบิดให้กับตัวรถได้อีกพอสมควร รอติดตามกันได้เลยครับ ขอบคุณภาพจาก Indianautosblog ขอบคุณข้อมูลจาก Motorcycle-Magazine อ่านข่าว TVS เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ประเทศเสปนได้มีกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่ง ย่องเข้าไปขโมยรถมอเตอร์ไซค์คัสตอมไบค์คันงามของสำนักแต่ง CRD (Cafe Racer Dream) ที่ตั้งอยู่ในกรุงมาดริด ซึ่งจากข้อมูลที่ทางสำนักระบุไว้นั้น มีตัวรถตัวรถที่ถูกขโมยไปทั้งหมด 9 คันด้วยกันได้แก่ BMW ตระกูล R ทั้งหมด 5 คัน, Triumph อีก 1 คัน, Bimota 1 คัน, ตัวแข่ง Honda 1 คัน รวมถึงคลาสสิคคาร์ในตำนานอย่าง Porsche 356 อีก 1 คัน เริ่มจาก – BMW R100 RS / รหัสประจำสำนัก CRD105 / เลขโครง 6392392 / หมายเลขทะเบียน CA-4374-N – BMW…
แม้ว่าหลังจากที่ทางกรรมการการแข่งขัน MotoGP ทางด้านเทคนิค Danny Aldridge ได้ทำการออกกฏแบน “ปีก” ที่ถูกออกแบบมาช่วยแก้ปัญหาอาการหน้ารถลอยของตัวแข่งไปหลังจบฤดูกาล 2016 เนื่องจากมีหลายเสียงวิจารณ์ออกมากล่าวว่าเจ้าปีกดังกล่าวนั้นอันตรายต่อนักบิดผู้อื่นเกินไป เพราะมันอาจจะแทงเข้าไปยังลำตัวของพวกเขาได้ทุกเมื่อ แต่จนแล้วจนรอดเหล่าผู้ผลิตต่างๆก็ได้ทำการออกแบบแฟริ่งชุดใหม่ที่มี “ปีกแบบซ่อนตัวภายในแฟริ่ง” ออกมาเพื่อใช้กับตัวแข่งโฉมปี 2017 ของพวกเค้า โดยทีมแรกที่ทำออกมาให้เห็นก็คือ Yamaha ซึ่งออกแบบให้ตัวแฟริ่งมีชั้นโป่งออกมาด้านนอกแล้วแทรกตรงกลางระหว่างเปลือกแฟริ่งชั้นในกับเปลือกแฟริ่งชั้นนอกด้วยครีบเรียงอากาศสามอันไว้ด้านใน ซึ่งเป็นไปตามกฏที่ระบุไว้ว่า “ชิ้นส่วนหรือรูปทรงใดๆก็ตามที่มีผลถึงหลักกากาศพลศาสตร์ของตัวรถ แต่ไม่ได้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งกับบอดี้พาร์ท จะถูกระงับใช้” อย่างไรก็ตาม Danny ไม่ต้องการที่จะแบนระบบแฟริ่งที่ช่วยในเรื่องหลักอากาศพลศาสตร์ไปเลยซะทีเดียว แต่เพียงแค่ต้องการให้มันปลอดภัยขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเค้าจึงออกกฏมาเพิ่มเติมอีกว่า “ทีมแข่งสามารออกแบบแฟริ่งเพิ่มเติมได้อีก 2 แบบด้วยกัน โดยอนุญาติให้ชิ้นส่วนแอโร่แฟริ่งที่ออกแบบมาสามารถถอดออกได้โดยไม่กระทบต่อข้อกำหนดแฟริ่ง (ขนาดตัวรถ) แต่ไม่อนุญาติให้มีชิ้นส่วนเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง” และจุดที่เป็นปัญหาของกฏเกี่ยวกับกฏควบคุมปีกจนทำให้เหล่าผู้ผลิตหัวหมอใช้เป็นช่องโหว่ก็คือ “อนุญาติให้ชิ้นส่วนแอโร่แฟริ่งที่ออกแบบมาสามารถถอดออกได้” จึงทำให้ผู้ผลิตเริ่มออกแบบแอโร่แฟริ่งรูปทรงใดก็ได้แบบแยกส่วนออกมาเพราะไม่ได้ระบุเอาไว้ แต่หากเพื่อนๆได้เคยเห็นผ่านตามาซักนิด จะเห็นได้ว่าชุดแอโรแฟริ่งแบบล่าสุดของทาง Yamaha ที่ถูกนำมาทดสอบในรอบพรีซีซั่น 2018 ที่สนามเซปัง ได้มีการติดตั้ง ชิ้นส่วนครีบที่งอกออกมาจากข้างลำตัวรถแล้วงุ้มกลับเข้าทางด้านล่าง แต่เมื่อมองมิติต่างๆของครีบที่ว่า มันค่อนข้างดูเหมือนปีกจนมากเกินไป (มีมิติทางกว้างมากกว่าทางสูง) และจากจุดนี้นี้แหล่ะครับที่เป็นปัญหาอันน่าขบคิดของ Danny…
