นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆที่มีใช้อยู่รถยนต์ทั้งหลายให้ถูกนำมาบรรจุไว้ในตัวรถมอเตอร์ไซค์นั้นถือเป็นเรื่องปกติมาแต่ไหนแต่ไร ยกตัวอย่างง่ายๆเลยก็คือชุดระบบ ABS ที่แรกเริ่มเดิมทีมันถูกสร้างเพื่อใช้กับรถยนต์ 4 ล้อ แต่แล้วในช่วงต่อมาไม่นานเท่าไหร่นัก เหล่าผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ก็เริ่มออกแบบให้ตัวอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบดังกล่าวมีขนาดเล็กลงจนสามารถติดตั้งไว้บนรถจักรยานยนต์ 2 ล้อได้ และในคราวนี้ Honda ก็จะทำมันอีกครั้งด้วยการนำเอา “ระบบแจ้งเตือนวัตถุเข้าใกล้” ที่มักมีให้เห็นในกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียมทั้งหลายมาติดตั้งบนตัวรถในเครือของพวกเขา ซึ่งในคราวนี้ตัวรถที่ถูกใช้ในการอ้างอิงก็คือเจ้าสปอร์ต-ทัวร์ริ่งไบค์เรือธงของค่ายอย่างเจ้า VFR1200F จากภาพจะเห็นได้ว่าเจ้าระบบดังกล่าวนี้มีเซนเซอร์ติดตั้งรอบคันแบบ 360 องศา ซึ่งเจ้าเซนเซอร์ที่ว่านี้จะคอยตรวจจับ วัตถุ และถ้าหากวัตถุใดๆก็ตามพุ่งเข้ามาในระยะปลอดภัยที่ทาง Honda ได้ตั้งเอาไว้ ตัวระบบดังกล่าวก็จะแจ้งข้อมูลไปยังกล่องควบคุมหลังจากนั้นกล่องควบคุมก็จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ทั้งทางการมองเห็นบริเวณหน้าแสดงผล,กระจกมองข้าง หรือทางการสัมผัสนั่นก็คือการสั่นแฮนด์และพักเท้ากับเบาะนั่งให้ผู้ขับขี่รู้ว่าขณะนี้มีวัตถุเข้ามาอยู่ในระยะที่ใกล้ตัวจนเกินไปนั่นเอง ที่มา Rushlane อ่านข่าว Honda เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
Author: admin
Alta Motors หนึ่งในผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากย่านเทคโนโลยี Silicon Valley ชื่อดังในสหรัฐอเมริกา เปิดตัว Redshift MXR รถโมโตครอสเรืองธงรุ่นใหม่ประจำปี 2018 ที่อัพเกรดขึ้นมาจากโมเดลปีก่อนหน้าในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นแรงม้า/แรงบิดที่สูดขึ้น, ระบบส่งกำลังและระบบจ่ายพลังงานที่ดีกว่า, ไปจนถึงระบบช่วงล่างก็ได้รับการปรับปรุงมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ลดลงคือน้ำหนัก เริ่มจากระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทาง Alta ได้เคลมเอาไว้ว่ามันสามารถสร้างแรงม้าสูงสุดได้ถึง 50 ตัวและมีแรงบิดสูงสุดชวนขนหัวลุกอีก 199.3 นิวตันเมตร ซึ่งทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้นเป็นผลมาจากการอัพเกรดชุดมอเตอร์ที่ได้รับการอัพเกรด และตัวแบตเตอรี่ขนาด 5.8 กิโลวัตต์/ชั่วโมงลูกใหม่เองก็มีการปรับปรุงให้ทำงานในช่วงอุณหภูมิต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้านชุดเฟรมทาง ALta ก็ได้ปรับลดน้ำหนักลงได้ถึง 3.6 กิโลกรัม จนส่งผลให้น้ำหนักตัวโดยรวมแบบพร้อมขับอยู่ที่ 117 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนระบบกันสะเทือนยังคงใช้ของ WP ตามเดิมแต่อัพเกรดชุดโช้กหัวกลับคู่หน้าใหม่ให้เป็นรุ่น AER 48 พร้อมวางจำหน่ายด้วยราคาภาษีนำเข้าที่ 11,995 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราวๆ 377,000 บาท และมีออพชั่นแพ็คเกจอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบธรรมดาที่ตั้งราคาไว้ 499 ดอลล่าร์สหัรฐ หรือประมาณ 15,700 บาท และแพ็คเกจอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบเร็ว…
ผ่นไปได้ปีนิดๆนับตั้งแต่ที่ทาง A.P. Honda ได้เปิดตัวและจำหน่าย CRF250 Rally อย่างเป็นทางการช่วงปลายปี 2016 ในที่สุดก็ได้เวลาปรับเฉดสีกันใหม่ซึ่งเฉดสีหลักหรือสีเด่นประจำตัวเจ้าขาลุยในรอบปี 2018 คราวนี้ก็คือเฉดสีเทา ที่เราเชื่อว่าหลายๆท่านอาจจะเคยเห็นกันมาบ้างแล้วตอนงาน TMS2017 ที่ประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามหากยังจำกันได้ ในช่วงแรกที่ทาง A.P. Honda เริ่มวางตลาดเจ้า CRF250 Rally นั้น พวกเค้าได้มีการโปรโมทรุ่นตกแต่งพิเศษ H2C ที่ได้รับการติดตั้งชุดชิ้นส่วนเสริมเข้าไปอีกมากมายหลายรายการด้วยกัน ทั้งการ์ดไฟหน้า, วินชิลด์ทรงสูง, ตุ๊กตาแฮนด์, ปลอกแฮนด์, การ์ดแฮนด์ Zeta, ล็อคหมวกกันน็อค, การ์ดท่อ, แร็คหลัง, และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งในตัว 2018 นี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีเวอร์ชั่นตกแต่งพิเศษ H2C นี้ให้เลือกด้วยเช่นกัน แต่ไม่ใช่ว่าลูกค้าจะสั่งจองกันกี่คันก็ได้นะครับ เพราะเมื่อช่วงวันก่อนนั้นได้มีข้อมูลจากทางดีลเลอร์แจ้งออกมาว่าเจ้า 2018 CRF250 Rally H2C Edition จะผลิตออกมาด้วยโควต้าเพียงแค่ 100 คันในไทยเท่านั้น…
อาจจะดูจำเค้าเดิมไม่ได้มากมายนัก เว้นนแต่การบอกว่านี่คือรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งของ Suzuki ซึ่งเอาจริงๆแล้วเจ้านี่ก็คือสปอร์ตแน็คเก็ทตัวจี้ดอย่าง 2017 GSX-S750 ที่ได้รับการตกแต่งรอบคันใหม่หมดโดยสำนักออกแบบ GP Design จากประเทศอิตาลี ด้วยการอาศัยแรงบันดาลใจจาก GSX รุ่นแรกเมื่อราวๆ 30 กว่าปีที่แล้ว (1985 GSX-R750) พร้อมตั้งชื่อใหม่ให้กับผลงานชิ้นโบว์แดงนี้ว่า “Zero” โดยสำหรับงานตกแต่งนั้นอย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วว่าแรงบันดาลใจทั้งหมดในการอกอแบบเจ้า GSX-S750 คันนี้นั้นก็คือ GSX-R750 รุ่นปี 1985 ดังนั้นลักษณะชิ้นส่วนต่างๆที่ถูกติดตั้งเข้าไปจึงเน้นความเป็นเรโทรแทบทั้งสิ้น เริ่มจากชุดถังน้ำมันแบบใหม่ที่ขึ้นรูปโดยการใช้แผ่นอลูมิเนียมนำมาเชื่อมติดกันจนได้รูปประกบฝาถังเติมน้ำมัน 2 ชุดตามแบบตัวแข่ง Endurance หลังจากนั้นจึงตามด้วยการติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนังกลับ และเปลี่ยนชุดครอบซับเฟรมใหม่ที่ทำจากอลูมิเนียมแผ่นเชื่อมติดกันเหมือนชุดถังน้ำมัน แล้วจบงานชิ้นส่วนแฟริ่งด้วยครอบสวิงอาร์มขนาดใหญ่ที่ด้านหลัง และเพื่อไม่ให้ตัวรถดูเก่ามากจนเกินไป ทาง GP Design จึงได้ทำการถอดชุดโคมไฟหน้าแบบหลอดฮาโลเจนของเดิมทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยชุดโคมไฟโปรเจคเตอร์ของใหม่ กับของแต่งตามยุคสมัยปัจุบันเข้าไปอีกหลายชิ้นด้วยกันไม่ว่าจะเป็น แฮนด์จับโช้ก, ฝาปิดปั๊มเบรกบน, ก้านเบรก/ก้านคลัชท์, การ์ดปลายแฮนด์คาร์บอนจาก, กระจกมองหลังทั้งหมดจาก Lightec เสริมประสิทธิภาพการขับขี่ให้กับตัวรถอีกนิดด้วยชุดล้อน้ำหนักเบาจาก O.Z Racing รัดด้วยยางกึ่งสลิคจาก…
จบกันไปแล้วนะครับสำหรับการฝึกซ้อมของเหล่าทีมแข่ง MotoGP รอบแรกของปีที่จัดขึ้นในสนามเซปังมาเลเซีย ซึ่งในวันนี้เราก็จะนำเอาข้อมูลตัวเลขเวลาที่ดีที่สุดของการทดสอบครั้งนี้มาเปรียบเทียบกับของเมื่อปีที่แล้วกันว่าทั้งตัวนักบิดแต่ละคน แต่ตัวแข่งจากแต่ละทีมจะมีการพัฒนาไปทิศทางใดบ้างหลังผ่านฤดูกาลการแข่งขันไป 1 ปีเต็มๆ สำหรับการเรียงลำดับบนตารางที่เรากำลังเห็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่การเรียงลำดับว่านักบิดคนไหนทำเวลาได้เร็วที่สุดในการทดสอบนะครับ แต่เป็นการเรียงลำดับโดยการดูว่านักบิดคนไหนสามารถกดเวลาได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งการเปรียบเทียบแบบนี้จะช่วยบอกได้ว่านักบิดแต่ละคนมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง และรวมถึงการพัฒนาของตัวแข่งในแต่ละทีมว่าดีขึ้นมากแค่ไหนด้วยเช่นกัน โดยสิ่งทีมที่เราจะพูดถึงก่อนเลยนั่นก็คือ Ducati ที่ดูเหมือนว่าในปี 2018 นี้พวกเขาจะสามารถยกระดับเวลาของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ดีพอสมควร สังเกตุได้จากการที่ตัวขี่แทบทั้งหมดของทีมนั้นทำเวลาต่อรอบได้ดีกว่าเดิมจนอยู่กลุ่มบนของตารางที่จัดลำดับไว้ซะส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Lorenzo ที่ทำเวลาได้ดีเหลือเกินกับตัวแข่งคู่ใจคันใหม่ GP18 (กดเวลาลงได้ดีกว่าเดิมถึง 0.936 วินาที) ส่วนนักบิดน้องใหม่ที่พึ่งย้ายมาจากอ้อมอกของปีกนกเพื่อเข้าสู่ซุ้มสีแดงอย่าง Tito Rabat และ Jack Miller ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันกับตัวแข่ง GP17 ซึ่งอาจจะด้วยความเข้ากันในเรื่องของสไตล์การขับขี่มากกว่าเมื่อเทียบกับตัวแข่งที่ได้ชื่อว่าขี่ยากอันดับต้นๆของทษวรรษอย่าง RC213V จนส่งผลให้ทั้งคู่กดเวลาได้ดีกว่าเดิมถึง 1 วินาทีนิดๆในฝั่งของ Miller และกับอีกเกือบๆ 3 วินาทีด้วยกันในฝั่งของ Rabat ด้าน Suzuki เองก็ดูเหมือนว่าจะงงๆนิดหน่อยเมื่อเวลาต่อรอบของตัวแข่งทั้งสองคนนั้นสวนทางกันพอสมควร โดยทางฝั่งของน้องใหม่ที่พึ่งขึ้นคลาส MotoGP มาได้หนึ่งปีพอดิบพอดีอย่าง Alex Rins…
แม้ว่าในช่วงรอบปีที่ผ่านมาทาง Harley-Davidson จะสามารถทำยอดขายในตลาดทวีปยุโรปและเอเชียได้สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันนั้นที่บ้านเกิดของพวกเขากลับสวนทางลง จนส่งผลให้ทางบริษัทต้องปรับลดจำนวนพนักงานในโรงงานลงเม่ือช่วงกลางปีที่ผ่านมาเพื่อลดขนาดและรายจ่ายของบริษัท ซึ่งดูเหมือนว่าแค่นั้นจะยังไม่พอซะแล้วสำหรับความเป็นอยู่ของบริษัทในอนาคต โดยจากข้อมูลล่าสุดนั้น หลายสื่อในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกมาพูดเป็นสิ่งเดียวกันว่าตอนนี้ทาง Harley-Davidson ได้เริ่มพิจารณาที่จะปิดโรงงานในเมืองแคนซัส รัฐมิสซูรี ซึ่งจะทำให้พนักงานอย่างน้อย 800 คนต้องตกงานไปโดยปริยาย แต่เพื่อไม่ให้กำลังในการผลิตลดต่ำจนเกินไปทางบริษัทจึงเตรียมเพิ่มตำแหน่งงานในโรงงานที่ตั้งอยู่ในเมืองยอร์ค รัฐเพนซิลวาเนียแทน โดยจำนวนพนักงานใหม่ที่จะถูกจ้างเพิ่มเข้าไปในโรงงานดังกล่าวก็คือราวๆ 450 คน อย่างไรก็ตาม จากที่เราได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดของ Harley-Davidson ในทวีปเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้ทางบริษัทได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในกลุ่มประเทศดังกล่าวขึ้น เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าตัวรถมาขายซึ่งผลปรากฏว่าประเทศที่ถูกเลือกนั้นคือประเทศไทยของเรานั่นเอง และจากภาพล่าสุดที่เราได้แนบมานั้น มาจากสมาชิก Pantip ชื่อ Thaibeta ได้โพสต์ภาพโรงงานแห่งใหม่ของ Harley-Davidson ที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดชลบุรี ซึ่งดูเหมือนว่าจะเสร็จไปแล้วไม่ต่ำกว่า 70% ดังนั้นอดทนรอกันอีกไม่กี่อึดใจครับ เตรียมพบกับครุยเซอร์อเมริกันฝีมืองานประกอบจากคนไทยในเร็วๆนี้ได้เลยครับผม ขอบคุณข้อมูลจาก Asphaltandrubber ขอบคุณภาพจาก Thaibeta สมาชิก Pantip อ่านข่าว Harley-Davidson เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ…
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกสิ่งนึงที่เหล่าสาวก MotoGP กำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษนอกจากความเปลี่ยนแปลงของตัวแข่งจากแต่ละทีมแล้ว ยังมีเรื่องของอนาคตที่ว่าเราจะได้เห็นพ่อหมอ Valentino Rossi ลงแข่งขันหลังจบฤดูกาลปี 2018 หรือไม่เนื่องจากสัญญาของอดีตแชมป์โลก 9 สมัยรายนี้กำลังจะหมดลงในสิ้นปี โดยในช่วงทดสอบรอบ Winter Test ที่สนามเซปังเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น ทางสื่่อยุโรปชื่อดัง Cycle World ก็ได้มีโอกาศเข้าไปถามนักบิดหมายเลข 46 นี้โดยตรง ซึ่ง Rossi ก็ได้ตอบออกมาว่า “มาดูกันว่าทั้งการทดสอบในรอบ Winter Test กับอีกสามสนามต้นฤดูกาลได้แก่ การ์ตา, อาร์เจนตินา, และเทกซัส มีผลเป็นอย่างไร ถ้าผลมันออกมาดี ผมก็จะแข่งต่อไป”, “สำหรับตัวเลขอายุมันไม่ใช่ปัญหา, แรงจูงใจต่างหากที่สำคัญ เพราะผมต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกร่างกายที่หนักหน่วงมากๆหากผมยังต้องการที่จะแข่งต่อ” นอกจากนี้้ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว Rossi ก็ยังพูดถึงตัวแข่ง 2018 Yamaha YZR-M1 ที่ได้กลับมาใช้เฟรมปี 2016 จับคู่กับชุดแฟริ่งใหม่อีกว่า “ผมจำไม่ได้แล้วว่าผลการทดสอบรอบ Winter Test ปีก่อนหน้ามันเป็นยังไง…
หากยังจำกันได้เมื่อช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาทาง MotRival เราได้อัพเดทข่าวของแบรนด์อเมริกันอย่าง Harley-Davidson ที่ได้ทำการเปิดตัวคอนเซปท์ครุยเซอร์ไฟฟ้าที่มีชื่อว่า Project LiveWire ออกมาซึ่งกระแสในตอนแรกที่ใครหลายๆคนได้เห็นรูปโฉมของมันนั้นต่างก็บอกว่าดีกันทั้งนั้น จนกระทั่งในเวลาต่อมาไม่นานนักทางผู้บริหารก็ได้ออกมาให้ข้อมูลว่าพวกเขากำลังมีแผนที่จะเปิดตัวเวอร์ชั่นขายจริงของเจ้านี่เพื่อตอบรับกระแสรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และจากข้อมูลที่ MotoRival เราได้รับมาเมื่อคืนก่อนจากทางสื่อยุโรปได้ระบุไว้ว่าตอนนี้ทาง Harley-Davidson ได้เริ่มดำเนินโปรเจ็คการพัฒนาเจ้าครุยเซอร์ไฟฟ้าดีไซน์ล้ำคันนี้เรียบร้อยแล้ว โดยส่วนหนึ่งของการสร้างนั้นทางบริษัทก็ได้มีการเปิดให้นักทดสอบรับโอกาศมาทดลองขับเจ้าครุยเซอร์คันดังกล่าว (อาจจะเป็นนักข่าว หรือผู้ใช้ ซึ่งเราไม่สามารถระบุข้อมูลตรงนี้ได้ เนื่องจากทาง HD ได้ปิดไว้เป็นความลับ) และผลตอบรับจากการทดสอบครั้งนั้นก็ค่อนไปทางบวกจนน่าพอใจอย่างมาก นอกจากนี้ในบทความดังกล่าวนั้นยังได้ระบุอีกว่าจากการดำเนินการในตอนนี้มีความเป็นไปได้อย่างมากที่เจ้า LiveWire จะพร้อมวางจำหน่ายจริงๆในอีก 18 เดือนข้างหน้าหรือถ้านับตามเวลาก็คือประมาณช่วงกลางปี 2020 ดังนั้นในช่วงเวลาอีกไม่กี่เดือนนับจากนี้เราอาจจะได้เห็นภาพ Spyshot หรือไม่ก็ภาพเรนเดอร์ของเจ้านี่ออกมาให้เห็นบ่อยขึ้นกว่าที่เป็นมา ซึ่งทีมงาน MotoRival เราจะไม่พลาดเอามานำเสนอให้เพื่อนๆได้รับชมแน่นอนครับ ขอบคุณข้อมูลจาก Asphaltandrubber อ่านข่าว รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพิ่มเติมได้ที่นี่ อ่านข่าว Harley-Davidson เพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ Motorival
หลังจากที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง Triumph ได้เริ่มปล่อยคลิปทีเซอร์แรกของว่าที่ 2018 Speed Triple RS รุ่นใหม่ออกมาซึ่งรายละเอียดตัวรถในคลิปดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นการโผล่ออกมาแค่วับๆแวมๆเท่านั้น แต่ล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมาทางค่ายได้ทำการปล่อยคลิปทีเซอร์ที่สองของเจ้ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นดังกล่าวออกมาซึ่งนอกจากจะไม่มีการปิดบังตัวรถอะไรอะไรแล้ว พวกเค้าก็ยังอัดเสียงเครื่องยนต์มาเต็มๆชนิดที่ว่าเอาให้ฝันหวานกันไปข้าง ในคลิปนี้จะเป็นการประชันกันของ 2 นักบิด ดีกรีแชมป์ อย่าง Carl Fogarty แชมป์โลก 7 สมัย และ Gary Johnson แชมป์ IOM TT 2 สมัย ซึ่งจะมาดวลกันบนรถ 2018 Speed Triple RS อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะไม่มีการปิดบังตัวรถอะไรเลยก็จริง แต่ลักษณะการถ่ายหรือมุมกล้องของพวกเค้านั้นถือว่าอยู่ใกลจากตัวรถมากพอสมควร จนเราไม่สามารถมองรายละเอียดที่เปลี่ยนไปของเจ้า 2018 Speed Triple เมื่อเทียบกับ 2017 Speed triple ได้มากมายนัก เว้นก็แต่แกนโช้คหน้าสีทอง(คาดว่าจะเป็นของ Ohlins), ชุดล้ออัลลอยด์ 5 ก้าน, และแผงหน้าจอฟูลดิจิตอล TFT ที่ยกมาจากรุ่นน้อง…
จบวันที่ 2 ของรอบการทดสอบช่วงต้นปีอย่างเป็นทางการของเหล่าทีมแข่ง MotoGP โดยนอกจากข้อมูลเวลาที่เหล่านักบิดสามารถทำได้จะถูกปล่อยออกมากันเป็นทุกปีอยู่แล้ว ก็ยังมีภาพของตัวแข่งทั้งหลายที่ได้รับการปรับปรุงชุดแฟริ่งใหม่ออกมา ซึ่งในวันนี้เราก็จะมาดูกันว่าแต่ละค่ายนั้นได้อัพเดทเรื่องนี้ไปในทิศทางใดกันบ้าง มาเริ่มกันเลยครับ Ducati สำหรับตัวแข่ง Desmosedici GP18 นั้น อย่างที่เราได้เคยเห็นกันไปแล้วก่อนหน้านี้ในชุดภาพแบบ Official ที่ทาง Ducati ได้ปล่อยออกมา ซึ่งชุดภาพดังกล่าวนั้นได้เผยให้เห็นว่าพวกเค้าจะยังคงใช้ดีไซน์แอโร่แฟริ่งคล้ายกับของปีก่อนหน้า นั่นก็คือใช้แฟริ่งที่มีลักษณะโป่งช่องบีบช่วงบนให้เล็กลงเมื่อเทียบกับแฟริ่งปักติ แต่มีการลากเส้นครีบขนาดใหญ่ออกมาจากช่วงกลางของช่องแรมแอร์ หักมุมเกือบ 90 องศาลงด้านล่างแล้ววกกลับไปจบที่กลางแฟริ่งด้านข้างซ้ายขวา Honda ด้านตัวแข่ง Honda เองก็เริ่มเดินแนวทางการออกแบบแฟริ่งคล้ายกับของ Ducati เช่นกัน หลังจากที่สองปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มมีการใช้แอโร่แฟริ่งพวกเค้าแทบไม่ได้ออกแบบครีบหรือปีกให้ดูเป็นกิจลักษณะเท่าไหร่นัก ซึ่งรายละเอียดของแอโร่แฟริ่งประจำทีมปีกนกฤดูกาล 2018 นั้นก็คือการบีบช่วงบนแฟริ่ง แล้วลากเส้นครีบออกมาบริเวณช่องแรมแอร์ วกลงด้านล่างแล้วจึงหักกลับมาจบที่กลางแฟริ่ง ซึ่งเมื่อดูรวมๆแล้วค่อนข้างคล้ายกับทรงกล่องไม่มากก็น้อย (อาจจะต่างจาก Ducati นิดหน่อยตรงที่ฝั่ง Honda เริ่มลากออกมาจากช่วงขอบบนช่องแรมแอร์ ส่วนช่วงจบนั้นก็อยู่สูงขึ้นไปอีกนิด) Yamaha ในขณะที่ทางฝั่ง Yamaha เองนั้นก็ไม่น้อยหน้าคู่แข่งรายสำคัญอย่างปีกนกเช่นกัน เนื่องจากพวกเค้าได้ทำการโละชุดแอโร่แฟริ่งที่ใช้ตอนปี 2017 ทิ้งไปทั้งหมด…
