รีวิว Royal Enfield Classic 350 Chrome 1 Day Trip สบายกำลังดี ลืมตัว 500 ไปซะ!

0

รีวิว Royal Enfield Classic 350 Chrome ตัวท็อป ที่ขี่สนุกและสบายกำลังดี 1 Day Trip Enjoy Life

เมื่อวันก่อน ทางทีม MotoRival เราได้รับเกียรติจากทาง Royal Enfield Thailand เชิญไปร่วมทริปทดสอบ Royal Enfield Classic 350 เป็นกรุ๊ปแรกของประเทศไทย โดยทริปนี้เป็นการเดินทางแบบ 1Day Trip จาก กทม.-นครปฐม-กทม ระยะทางประมาณไม่เกิน 200 กม.

ในตอนเช้าเรามีนัดกันที่ CW Tower รัชดา รถทดสอบมี 5 คัน ซึ่งตามคอนเซ็ปต์ของผม และ MotoRival เราขอเลือกสีแดง ซึ่งเป็นรุ่นท็อป Chrome Red

Pon-Royal-Enfield-Classic-350 (2)
สำหรับรายละเอียดตัวรถนั้น หลักๆ ยังคงดีไซน์ ความเป็น Royal Enfield Classic ไว้เต็มเปี่ยม แต่เปลี่ยนเครื่อง และเฟรมที่ได้พัฒนาใหม่ ยังคงกลิ่นอายเอกลักษณ์ไฟกลม ทั้งหน้า-เลี้ยว-ท้าย

royal-enfield-classic-350-th-launch-010
ตัวจอมาตรวัดเป็นแบบ Analog + Digital แต่ Royal Enfield Tripper หรือ ระบบนำทางแบบ Turn by Turn นั้นไม่มีมาให้ แล้วต้องซื้อเป็นอุปกรณ์เสริม โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า ไม่จำเป็น เพราะยุคปัจจุบันเราใช้ มือถือ Google Map โดยเอาขาจับมือถือจะสะดวกกว่า

royal enfield meteor 350 _33
แต่อย่างไรก็ดียังมีพอร์ท USB มาให้ ที่ด้านใต้ก้านคลัทช์

royal-enfield-classic-350-th-launch-009
สำหรับสเป็กไทย จะให้เบาะตอนหลังมาด้วย แถมเบาะหนากว่า Meteor 350 ด้วย
ถ้าเป็นสเป็กอินเดีย จะไม่มีเบาะคนซ้อนมาให้

ท่อไอเสียเป็นทรง Pea Shooter บอกเลยว่าเสียงดุดันกว่า Meteor 350 ชัดเจน รับชมคลิปเสียงได้เลย

Pon-Royal-Enfield-Classic-350 (6)
ท่าขี่
เริ่มที่ความสูงเบาะ สูงขึ้นจาก Meteor 350 มากถึง 40 มม.
ผมเองสูง 175 ซม. สวมรองเท้าบูท ยังเหยียบลงได้เต็มเท้าอยู่ แต่ถ้าคนตัวเล็กต้องเขย่งปลายกันหน่อยล่ะ

ด้านตำแหน่งแฮนด์ท่อนบน กำลังดี คือ ไม่สูงไม่เตี้ย ไม่กว้างด้วย ออกแคบนิด ขี่มุดการจราจร นี่ถือว่าสบายเลย แต่อาจจะติดกระจกนิดหน่อย ซึ่งก็ถือว่าเป็นปกติ ก็โยกหลบนิดหน่อยก็พ้น

แต่ตำแหน่งสวิทช์แฮนด์ด้านซ้าย ดูจะจิกต่ำไปหน่อย ทำให้กดสวิทช์แตรลำบาก อาจจะต้องปรับหงายให้มันเชิดขึ้นมาอีกสักนิด

ต่อมาที่ท่อนล่าง คือ ตัว Chrome นี้มี Tank Pad ให้ด้วย ทำให้หนีบเข่าได้กระชับขึ้น ไม่ลื่น แต่เอาจริงๆ รถทรงนี้ก็ไม่ใช่สปอร์ตที่จะต้องมาหนีบถังอะไรขนาดนั้น เพราะไม่ได้ใช้ความเร็วสูง และทรงถังอาจจะไม่ได้เอื้อมากนัก แต่สำหรับท่อนขาผมเองก็ไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไร
ส่วนตำแหน่งวางเท้าก็กำลังวางลงตรงๆ สบายๆ แต่ ถ้าเทียบกับการขี่ออกทริปแล้ว ก็จะเมื่อยกว่า Meteor ที่ออกไปทาง Forward Control ทำให้เวลาผมขี่นานๆ ก็ต้องมีแอบเหยียดขาไปด้านหน้าบ้าง

สำหรับชุดล้อ Classic 350 จะให้ล้อซี่ ขอบ 19″ ด้านหน้า และ 18″ ด้านหลัง ยกเว้นรุ่น Dark ที่จะให้เป็นล้ออัลลอยมา

Pon-Royal-Enfield-Classic-350 (4)
ด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์ 349cc สูบเดี่ยว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ลูกนี้
ซึ่งมีกำลัง 20 แรงม้า และแรงบิด 27 Nm ส่งกำลังด้วยเกียร์ 5 Speed
ยังคงคุณงามความดี ตรงที่ สมูท ขี่ง่ายสบาย
อัตราเร่งต้น-กลาง ผมว่าทำได้ดีใช้ได้เลย แต่ปลายนั้น ก็เหมือนเดิมตรงที่ล็อก TopSpeed ไว้ 120 กม./ชม. เนื่องจากเรื่องของข้อกำหนดกับทาง สมอ.

สำหรับคลิปทดสอบอัตราเร่ง-TopSpeed รับชมได้ที่นี่

คือ กล่าวโดยสรุป กับทริป 1 Day ที่ไม่ไกล กทม. ระยะทางไปกลับประมาณ ไม่เกิน 200 กม. ผมว่ายังไม่ตึงเครียดเกินไป อัตราเร่งแซง ช่วงในเมืองนั้นยังทำได้ดี กับช่วงที่การจราจรคับคั่ง แต่ ถ้าทางไกลยาวๆ ไหลโล่ง อาจจะลำบากตอนแซงหน่อยเพราะตันจมที่ 120 kmph

จุดต่อมาที่ประทับใจคือ ความร้อน ขี่ทั้งวัน แดดแรง แม้เป็นหม้อลม แต่ไม่รู้สึกร้อนเหมือนพวกสปอร์ตหม้อน้ำในพิกัดไล่ๆ กัน

ขณะที่อัตราสิ้นเปลือง ตั้งแต่ออกจาก CW Tower ยันกลับมาถึง อาคาร CW Tower คันผมน้ำมันลงไป 3 ขีด เท่านั้น
คือ คำนวนแล้ว อัตราสิ้นเปลืองทะลุ 30 กม./ชม. แน่นอน

Pon-Royal-Enfield-Classic-350 (3)
ระบบกันสะเทือน
ฟีลลิ่งโช้กหลังนั้น แม้ว่าจะยังดูแข็ง แต่ดูนั่งได้สบายกว่า Meteor คือ แข็ง แต่ไม่ถึงกับสะเทือนกระด้างตึงตัง ยังออกกระชับเฟิร์มๆ

ส่วนโช้กหน้าก็ดูดี และภาพรวมการคอนโทรลรถก็ไม่ได้ดูแย่เลย ขี่ได้ดี เข้าโค้งได้สนุกกว่าที่คิด
ด้วยไซส์ล้อหน้าขนาด 19″ หลัง 18″ ทำให้ Classic 350 ที่ดูแล้วน่าจะพลิกรถไม่คล่องเท่าไร ก็พลิกโค้งแคบได้ไม่ยากเย็นอะไร
แต่ถ้าเทียบกับ Meteor ที่ล้อหลังเป็น 17″ จะรู้สึกว่าเจ้า Meteor 350 มันพลิกได้ไวกว่าอยู่หน่อย

Pon-Royal-Enfield-Classic-350 (1)
ระบบเบรกเป็นของ Bybre ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมระบบ ABS Dual Channel และสายเบรกถัก
ด้านหน้า จานดิสก์เดี่ยวขนาด 300 มม. ทำงานร่วมกับ ปั๊มคาลิปเปอร์ 2 pot
ด้านหลัง จานดิสก์เดี่ยวขนาด 270 มม. ทำงานร่วมกับ ปั๊มคาลิปเปอร์ 1 pot

ภาพรวมการทำงาน ถือว่าเบรกได้หยุดอยู่เหมาะสมกับกำลังเครื่องที่มี และฟีลเบรก ไม่ได้ดูแข็งอย่างที่คิด เหมือนปั๊ม Bybre หลายตัวที่เคยเจอมาใน Classic 350 จะเบรกได้นิ่มกว่า แต่ก็ชะลอความเร็วได้พอดีแล้ว ยกเว้นซัดมาหนักก็ต้องเผื่อระยะกันหน่อย กับ นน.ตัวถึง 195 กก.

Royal-Enfield-Classic-350-Utthayan
สรุป รีวิว Royal Enfield Classic 350 Chrome แบบ 1 Day Trip เช่นนี้
ต้องถือได้ว่าเป็นรถที่ขี่ได้สนุก และสบาย เหมาะกับการขี่แบบไม่ตึงเครียดเกินไป ระยะทางไม่ไกลมากเช่นทริปนี้
ส่วนตัวผมชอบ Classic คันนี้มากกว่า Meteor ให้กลิ่นอายแบบ Old School ขนานแท้ และลืมภาพจำเครื่องสั่น ขี่แล้วปวดล้าฝ่ามือใน ตัว Classic 500 ไปได้เลย

ราคา Royal Enfield Classic 350 เริ่มต้น 1.399 แสนบาท โดยคันที่ผมทดสอบนี้รุ่น Chrome ตัวท็อป 1.55 แสนบาท

อ่าน รีวิว เพิ่มเติมได้ที่นี่
อ่าน รีวิว Royal Enfield Meteor 350 เพิ่มเติมได้ที่นี่

Share.

About Author

Background EXP in Automotive journalists more than 10 Years Writer & Test Driver @Pantip Garage 2018-Present @9carthai 2015- 2017 @Torque & VIPStyle Magazine 2015 @Autospinn 2012-2015 @GTmania.tv 2009-2010

Comments are closed.

error: Content is protected !!