หากเพื่อนๆ กำลังสนใจในรถสไตล์คลาสสิค แต่ยังคงชอบซิ่งอยุ่ด้วย รถแนว Cafe Racer นี่ล่ะ คือ สิ่งที่ตอบโจทย์ แต่หากต้องการรถ Cafe ในยุคสมัยใหม่ เช่นนี้ ซึ่งยังคงกลิ่นอายความคลาสสิคปนโมเดิร์น ด้วยแล้วล่ะก็
Triumph Thruxton ใหม่ ถือว่า เป็นรถที่นำตำนานกับมา Reborn ใหม่ เลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็น นีโอคาเฟ่เรซเซอร์ ที่ถือได้ว่าเป็นที่สุดของยุคนี้ ในยุคนี้ นอกจากรูปทรงที่หล่อเหลาแล้ว ยังจัดเต็มทั้งออปชั่น และสมรรถนะ อีกด้วย
นอกจากนี้ มันยังโดดเด่น จนได้เข้าแสดงในภาพยนตร์ในจักรวาล MCU อย่างเรื่อง Antman & The Wasp ที่กำลังจะเข้าฉายในเร็วๆนี้ ด้วย
และในวันนี้ทาง MotoRival เราขอพามาพบกับ รีวิว Triumph Thruxton R รถสไตล์ Café สุดหล่อ ในรุ่น R ซึ่งบ้านเราเลือกจำหน่ายเฉพาะรุ่น R ตัว Top Line กับของติดรถที่เรียกได้ว่าระดับ Hi-End จนเป็นรถในฝันของคอคาเฟ่ เลยก็ว่าได้
Thruxton R ยังคงสไตล์คลาสสิค แต่แฝงความโมเดิร์น ด้วยไฟหน้าทรงกลมพร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED
ไฟท้ายรูปทรงคลาสสิค แต่ใช้หลอดด้านใน LED, ไฟเลี้ยวทรงกลมสีส้ม ดีไซน์อนุรักษ์นิยม
ครอบเบาะท้ายแบบตูดมด สามารถถอดออกได้ ผู้โดยสารนั่งซ้อนได้ แต่จะไม่มีพักเท้าคนซ้อน
แฮนด์จับโช้ค (Clip On) ใต้แผงคอ บ่งบอกความเป็น Cafe Racer ขนานแท้
ก้านคลัทช์ปรับได้ 4 ระดับ ขณะที่ก้านเบรกปรับระดับได้ด้วยการหมุนทำให้มีความความละเอียดสูง
กระจกมองหลังทรงกลมติดปลายแฮนด์ ดูเท่ อย่างมีสไตล์
ฝาถังน้ำมันแบบ Monza อลูมีนัมปัดเงา มอบความคลาสสิค ขณะ่ที่ตัวถังน้ำมันดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ มากับสายรัดถังน้ำมันพาดกลาง
ล้อซี่ลวดขนาด 17” ทั้งหน้าและหลัง หุ้มยางสมรรถนะสูง Diablo Rosso Corsa หน้ากว้าง 120/160 (หน้า/หลัง)
ท่อไอเสียออกคู่ทรง Megaphone
เมื่อเปิดเบาะขึ้น จะพบกับช่อง USB Socket เอาไว้สำหรับชาร์จไฟมือถือได้ในขณะที่เรากำลังขี่ ซึ่งจะพบได้ในตระกูล Bonneville ใหม่ทุกรุ่น
มาตรวัดแบบอนาล็อกปนดิจิตอล ทรงถ้วยคู่ ทางฝั่งซ้ายวัดความเร็ว ฝั่งขวาวัดรอบเครื่องยนต์
หน้าจอดิจิตอล ทางด้านซ้ายแสดงผล Odo, เซ็ททริป, TTC ปิดได้, ABS ปิดได้, บอกตำแหน่งเกียร์ ทางฝั่งขวาเป็น เกจ์น้ำมัน, Riding Mode, อัตราสิ้นเปลือง, ระยะทางคงเหลือที่วิ่งได้
สวิทช์ทางฝั่งซ้ายมีปุ่ม i ที่ใช้ตั้งค่าต่างๆ และปุ่มไฟ Pass (เมื่อเปิดไฟ DRL แต่ถ้าเปิดไฟหน้าปกติ จะทำหน้าที่เป็นสวิทช์ไฟสูงซึ่งต้องกดเปิด-ปิด) ปุ่ม Mode คือ ปุ่มปรับ Riding Mode ได้ 3 รูปแบบ
ขณะที่สวิทช์ไฟฉุกเฉินจะไปอยู่ทางฝั่งขวา
มิติรถ Thruxton R
มีความสูงเบาะที่ 810 มม.
น้ำหนักตัว 203 กก. (Dry)
ความจุถังน้ำมัน 14.5 ลิตร
ด้านท่านั่งและการใช้งานขับขี่ แฮนด์จับโช้คใต้แผงคอ ตำแหน่งต่ำแบบรถ Supersport ตำแหน่งพักเท้านั้นถูกร่นมาทางด้านหลัง ดูเหมาะแก่การก้มขี่ ตัวพักเท้าไม่สูงนัก ความสูงพักเท้าใกล้เคียงกับรถ Bonneville คันอื่นๆ ทำให้ตำแหน่งวางขาไม่ต้องงอเข่ามากเท่ารถ Supersport ซึ่งการขี่เดินทางไกลจะไม่เมื่อยขามากนัก
การใช้งานในเมืองรถติด อาจไม่สะดวกเท่าไร จากกระจกปลายแฮนด์ดูจะเลาะช่องรถติดลำบากเสียหน่อย ขณะที่การเลี้ยววงแคบ ช่วงแขนอาจติดบริเวณถังน้ำมันเล็กน้อย เนื่องจากแฮนด์แบบจับโช้กมีตำแหน่งแคบและต่ำ จึงตีวงเลี้ยวลำบากกว่าแฮนด์บาร์
เครื่องยนต์ 1200 HP (High Power) ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ 2 สูบเรียง SOHC ความจุ 1,199cc ให้กำลัง 97 PS@6,750rpm และแรงบิด 112 Nm@4,950rpm ส่งกำลังผ่านเกียร์ 6 Speed มาพร้อมระบบ Slip Assist Clutch
Riding Mode ปรับได้ 3 แบบ คือ Rain, Road, Sport
เริ่มต้นออกตัว ทันทีที่กำคลัทช์ ต้องขอบคุณระบบ Slip Assist Clutch มันช่วยให้น้ำหนักเบา ผ่อนแรงนิ้วมือเป็นอย่างมาก การเลี้ยงคลัทช์ เวลารถติด ถือว่าสบายไม่เมื่อยนิ้วเลย
ด้านเสียงเครื่องยนต์ที่ดังผ่านท่อ Megaphone นี้ เสียงออกแตกๆ อาจไม่ทุ้มเท่าท่อทรง Pea Shooters ใน T120 และ เสียงอาจไม่แผดดังเท่าปลายท่อตัดของ Bobber
การใช้งานบนถนนปกติ โหมด Road ถือว่าเป็นมิตรพอสมควร แม้ทอร์คเยอะ เครื่องใหญ่ แต่ก็ไม่ได้คุมยากเย็นอะไรนัก คันเร่งไฟฟ้าตอบสนอง แบบหน่วงเล็กน้อย จังหวะเปิดคันเร่งไม่ถึงกับน่ากลัวจนเกินไป แต่หากกระแทกพรวดเดียว ไปถึงช่วงสัก 3,000rpm จะพบแรงดึงเอาเรื่อง ซึ่งต้องหนีบถังให้ดีไม่งั้นอาจมีเหวอ เนื่องจากทอร์คระดับ 110Nm ถูกรีดออกมาตั้งแต่รอบต่ำ
ต่อที่ Sport Mode มันให้ความสนุกสนาน และเร้าใจยิ่งกว่า คันเร่งติดมือมากยิ่งขึ้น เปิดคันเร่งออกตัวรถพุ่งทะยานไปได้ไวกว่าเดิม จากคำสั่งของสมองกลที่คุมการเปิดปิดของลิ้นผีเสื้อ ทำให้การไม่อยากกลับไปขี่โหมด Road อีกต่อไป ช่วยให้สัมผัสทอร์คได้ทันทีตั้งแต่รอบต้น-ย่านกลาง แต่เมื่อลากรอบเครื่องยนต์เข้าแตะระดับ 6,500rpm เจ้า Thruxton R จะเริ่มกำลังดรอปลง ซึ่งในความเป็นจริง การขี่ในเมืองแทบไม่จำเป็นที่จะต้องใช้รอบเครื่องสูงถึงขั้นนั้นเลย แค่เปิดคันเร่งนิดๆ ก็แทบจะไม่มีรถคันไหนตามทันแล้ว เว้นแต่จะออกไปซัดเล่นในทางโล่งๆลากรอบหา Top Speed เครื่องยนต์บล็อกนี้ อาจไม่ได้ตอบสนองให้คุณในแบบรถตระกูล Sport อย่าง Street Triple ได้ แต่อย่าลืมว่ามันคือเครื่องยนต์ High Torque เน้นแรงบิดตามชื่อ ใช้งานในเมืองและการเดินทางได้อย่างดีเยี่ยม
สุดท้าย Rain Mode สำหรับบิดบนพื้นผิวที่ลื่น ในโหมดนี้คันเร่งจะตอบสนองช้าลง รวมไปถึงมันจะช่วยคุณในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ในช่วงเกียร์ 1-2 ป้องกันไม่ให้ล้อสลิป จนศูนย์เสีย Traction โหมดนี้จะเข้ามาทำงานร่วมกับ TTC
ในด้านการระบายความร้อนหม้อน้ำทรง Slim วางตามยาวทางด้านหน้าของเครื่อง เราพบไอความร้อนออกมาที่หน้าขามากพอสมควรเมื่อขี่ในเมือง แต่เมื่อขี่เดินทางไกลไอร้อนจะถูกไล่ออกไป และปะทะกับหน้าขาน้อยลงจึงไม่ทำให้ร้อนอึดอัดขานักเมื่อต้องขี่ออกทริปเป็นเวลายาวนาน
สำหรับ Top Speed ตามเคลมอยู่ที่ 217 กม./ชม. ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสซัดในช่วงทางโล่งความเร็วแตะระดับ 200 กม./ชม. ขณะที่รอบเครื่องยังเหลืออยู่อีกหน่อย ซึ่งดูจากพละกำลังแล้วน่าจะไปได้เกิน 210 เป็นอย่างน้อยในการวิ่งจริงบนถนน แต่คุณต้องหมอบหมวกติดถังเพื่อให้หมวกเป็นตัวรีดลม เนื่องจากไม่มีวินชิลด์หน้า ซึ่งถ้าก้มไม่ดีจะโต้ลมมากเป็นพิเศษ
ระบบกันสะเทือน โช้กหน้า UpSideDown แกนโช้กสีทองอร่ามจาก Showa ขนาดแกน 43 มม.
ปรับระดับได้ครบถ้วน ทั้ง Preload, Rebound, Compression มีระยะเคลื่อนตัว 120 มม.
ด้านหลังโช้คอัพคู่จาก Ohlins มาพร้อมกระปุกแก้ส Piggy Back ปรับได้ครบถ้วนเช่นกัน
โดยปรับ Rebound (ด้านล่าง) ได้ประมาณ 50 คลิก และ Compression (ด้านบน) อีกประมาณ 25 คลิก เพียงแค่ ใช้มือหมุนเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่าความละเอียดในการปรับตั้งนั้นถือว่าสูงมาก ดังนั้นหากเพื่อนๆคนไหนอยากปรับเซ็ทเล่นล่ะก็ จำจำนวนคลิกที่หมุนไปให้ดีนะครับ ไม่งั้นได้ทวนใหม่กันแน่ๆ เพราะไม่มีเครื่องหมายใดๆบอกเลยว่าเราหมุนไปกี่คลิกแล้ว
Triumph เลือกใช้โช้คอัพระดับ Hi-End นอกจากจะสวยดูดีมีราคาแล้ว ยังทำให้ Thruxton R เป็นรถคาเฟ่ที่ขี่ได้สนุกมากที่สุดคันหนึ่ง อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึกในการเข้าโค้งที่ดูเนียนคมกริบ แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่หนักแน่น ทุกครั้งในช่วงที่โช้คอัพคืนตัวจากการยุบ และซับแรงได้ดี แม้ช่วงล่างจะออกแนวสปอร์ต แบบติดแข็งนิดหน่อย ขณะที่การขี่ด้วยความเร็วสูงโช้คอัพหน้าแบบที่ใช้ในรถ Supersport สมรรถนะสูง ร่วมกับแฮนด์ Clip On จับใต้แผงคอที่ทำให้หน้าจิกต่ำ ส่งผลให้การขี่ความเร็วสูงๆนั้นหน้าไม่แกว่ง ไม่จำเป็นต้องไปติดกันสะบัดเพิ่มเติม
ระบบเบรก ABS ทั้งหน้า-หลัง สามารถปิดได้ เบรกหน้าจานดิสก์คู่ Semi Floating ขนาด 310 มม. ใช้ปั๊มเบรกล่างแบบ Radial Mount Brembo Monobloc คาลิปเปอร์ 4 สูบ ด้านปั๊มเบรกบน เป็นปั๊มลอยของ Brembo เช่นกัน
ด้านหลังจานเดี่ยวขนาด 220 มม. ปั๊ม Nissin คาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบ
ในด้านการใช้งาน ปั๊มน้ำมันลอย ให้ฟีลลิ่งหนึบแน่น เบรกจิกมือ หยุดรถได้อย่างมั่นใจ
และเมื่อปิด ABS ด้วยจะได้น้ำหนักเบรกแบบเวลากำแบบเต็มๆ หยุดพละกำลังเครื่องทอร์คจัดระดับ 100 Nm+ ได้โดยไม่ยาก
เรียกได้ว่าเบรกของ Thruxton R เป็นรถที่มีประสิทธิภาพเบรกดีที่สุดในรถตระกูล Bonneville เลยก็ว่าได้
สรุป Triumph Thruxton R รถ Café ยุคใหม่ ที่ทั้งหล่อ ทั้งแรง ออปชั่นจัดเต็ม ขี่ไปไหนก็มีแต่คนมอง ต้องระวังเพียงเรื่องเดียว คือเวลาจอดรถ เพราะของแต่ละออย่างอาจดูล่อตาโจรไม่น้อยเลย
พละกำลังจากเครื่อง 1200HT การันตีสมรรถนะความแรงในรถ Bonneville ทุกรุ่น ส่วนสเปกออปชั่นอย่างโช้ก + เบรกก็ไม่ต้องพูดเยอะ ขี่เอาอยู่สบายๆ
หากเทียบกับระดับราคา 6.32 แสนบาท ได้รถสุดสาย Cafe Racer ในยุคนี้แล้วล่ะก็มันก็แพงนักหรอก
ขอขอบคุณ Triumph Motorcycles Thailand สำหรับรถทดสอบ Triumph Thruxton R สีขาว Crystal White คันนี้
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver
อ่านข่าว Triumph เพิ่มเติมได้ที่นี่
อ่านรีวิวรถอื่น เพิ่มเติมเติมได้ที่นี่
เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ