ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กระแสรถไฟฟ้าได้ถูกจุดชนวนขึ้นและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และในเวียดนามก็ยังมีแบรนด์รถไฟฟ้าเป็นของตัวเอง นั่นก็คือ Vinfast ทางเวียดนามจึงได้ประกาศแบนรถน้ำมัน เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและกระตุ้นยอดขายแบรนด์ในประเทศ
ที่มาที่ไปของนโยบายแบนรถจักรยานยนต์น้ำมันในเวียดนามนั้น มีรากฐานมาจาก “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ที่สะสมมานาน ผสมผสานกับ “จังหวะเวลาที่เหมาะสม” ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ซึ่งการมีแบรนด์แห่งชาติอย่าง VinFast เข้ามามีบทบาทสำคัญที่ทำให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจผลักดันนโยบายนี้อย่างเป็นรูปธรรมครับ

วาระแห่งชาติที่เกิดก่อน VinFast
หากมองในมุมของนโยบาย การแบนรถน้ำมันไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งคิดขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ VinFast โดยตรงเสียทีเดียวครับ
- แนวคิดที่มีมาเกือบ 20 ปี: อดีตคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของเวียดนามเคยเปิดเผยว่า รัฐบาลฮานอยมีความพยายามจะจำกัดและแบนรถจักรยานยนต์ที่สร้างมลพิษในเมืองหลวงมานานเกือบ 20 ปีแล้ว เพื่อแก้ปัญหารถติดและคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ (ฮานอยมักติดอันดับเมืองที่อากาศแย่ที่สุดในโลกบ่อยครั้ง)
- ติดขัดที่ความพร้อม: ในอดีต นโยบายนี้ถูกปัดตกไปเพราะประชากรเวียดนามยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียง 500-700 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี การบังคับให้คนทิ้งมอเตอร์ไซค์คันเก่าจึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
- ข้อตกลงระดับโลก (Net Zero): เวียดนามได้ไปให้คำมั่นสัญญาในเวทีโลก (COP26) ว่าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รัฐบาลจึงออกแผนปฏิบัติการในปี 2022 (Decision 876) เพื่อกำหนดเป้าหมายให้ยานพาหนะทั้งหมดต้องเปลี่ยนเป็นพลังงานสีเขียว

บทบาทของ VinFast “จิ๊กซอว์” ที่ทำให้รัฐบาลกล้าออกกฎเหล็ก
แม้รัฐบาลจะมีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นทุนเดิม แต่การปรากฏตัวและการเติบโตอย่างดุดันของ VinFast (ก่อตั้งปี 2017) คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลกล้าประกาศ ห้ามรถน้ำมันเข้าพื้นที่ไข่แดงของฮานอย ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 อย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุผลดังนี้:
- สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
- โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ เครือข่ายตู้สลับแบตเตอรี่และจุดชาร์จสาธารณะนับแสนจุดทั่วประเทศ การมีระบบนิเวศน์เหล่านี้ทำให้รัฐบาลมีข้ออ้างอิงว่า “ประชาชนมีทางเลือกและโครงสร้างรองรับแล้ว” จึงสามารถออกกฎหมายบังคับได้
- การสนับสนุนซึ่งกันและกัน รัฐบาลให้เงินอุดหนุนและยกเว้นค่าจดทะเบียนรถ EV เพื่อจูงใจประชาชน ในขณะที่ VinFast ก็ออกแคมเปญ “นำรถน้ำมันมาแลกเป็นรถไฟฟ้า” เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐอย่างพอดิบพอดี

ย้อนกลับมาคุยกันต่อดีกว่า ว่าทำไมถึงทำไม่ได้
ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 สื่อต่างประเทศหลายสำนักเริ่มรายงานตรงกันว่า แผนการแบนมอเตอร์ไซค์น้ำมันของเวียดนามส่อแววล้มเหลว และทางการฮานอยได้ “เหยียบเบรก” นโยบายนี้อย่างกะทันหัน โดยเลื่อนการลงนามบังคับใช้ออกไป ซึ่งจะมีสาเหตุหลักต่อไปนี้
- การต่อต้านจากผู้ผลิตรายใหญ่ (โดยเฉพาะ Honda และทางการญี่ปุ่น) Honda คือเจ้าตลาดที่ครอบครองยอดขายมอเตอร์ไซค์ในเวียดนามกว่า 2.6 ล้านคันต่อปี มีรายงานว่ากลุ่มผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ค่ายญี่ปุ่น รวมถึงรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ออกโรงเตือนทางการเวียดนามว่า การแบนอย่างฉับพลันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสายการผลิต และอาจทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานชาวเวียดนามในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์จำนวนมหาศาล
- ผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนระดับรากหญ้า มอเตอร์ไซค์คือแขนขาของคนเวียดนาม ทั้งใช้เดินทางและประกอบอาชีพ การบังคับให้เปลี่ยนไปใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สร้างภาระต้นทุนที่สูงเกินไป แม้รัฐบาลจะมีเงินอุดหนุนให้บ้าง (ราวๆ 120-200 ดอลลาร์) แต่ราคารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาตรฐานก็ยังแพงกว่ารายได้เฉลี่ยของประชาชนส่วนใหญ่อยู่ดี ทำให้เกิดเสียงต่อต้านจากประชาชนที่ยังผ่อนรถคันเก่าไม่หมด
- โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม การสร้างสถานีชาร์จและจุดสลับแบตเตอรี่ยังล่าช้ากว่าแผน แม้แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง VinFast หรือ Selex จะพยายามปูพรมสร้างสถานี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณรถมอเตอร์ไซค์ที่มีมากกว่า 70 ล้านคันทั่วประเทศ นอกจากนี้ ความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้าในเวียดนามก็ยังเป็นที่น่ากังวล
- ปัญหาความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของ EV มีกระแสข่าวเชิงลบเกี่ยวกับเหตุการณ์แบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเกิดไฟไหม้บ่อยครั้ง จนทำให้อพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมหลายแห่งในฮานอยถึงขั้น “ออกกฎแบนไม่ให้จอดหรือชาร์จรถ EV ในตึก” ข่าวเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเกิดความหวาดระแวงและชะลอการตัดสินใจซื้อ
- การลดสเกลนโยบายจนหมดความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทางการฮานอยจึงพยายามประนีประนอมด้วยการ “ลดขนาด” พื้นที่ห้ามวิ่งลงมาเรื่อยๆ จากเดิมที่ครอบคลุมพื้นที่ 26 ตารางกิโลเมตร เหลือเพียงถนนแค่ 11 สาย (ประมาณ 0.5 ตารางกิโลเมตร) และอาจจะแบนแค่ช่วงเย็นวันศุกร์และวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งการถอยร่นขนาดนี้ทำให้สื่อมองว่านโยบายนี้แทบจะล้มเหลวในทางปฏิบัติไปแล้ว
มาถึงตอนนี้แล้ว ต้องมารอดูกันว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ทางเวียดนามจะเข้มงวดได้มากแค่ไหน หรือจะกลืนน้ำลายตัวเองแล้วใช้คำว่า “ผ่อนปรน” จุดนี้แอดคิดว่า ตามสไตล์ชาวเอเชียจะต้องมีการผ่อนปรนและพวกเขาก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเองแน่นอน เพราะจำนวนรถน้ำมัน มันยังเยอะกว่ารถไฟฟ้านี่แหละ
อ่านข่าวรถมอเตอร์ไซค์อื่นๆ เพิ่มเติมที่นี่

