
ในยุคสภาวะน้ำมันแพงเช่นนี้ ผมเชื่อว่าหลายคน ปันใจมาใช้รถ EV กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์
ซึ่งในวันนี้ MotoRival จะขอมาแนะนำ รถ e-Bike งบเบาๆ เพียงแค่ 3 หมื่นกลาง แต่ได้แบตถึง 2 ลูก เหมาะกับใช้งานในหมู่บ้าน หรือ ในซอย ที่ไม่ได้วิ่งออกมาไกลบ้านนัก กับ Ofero Stareer 3 lit

ขอพูดถึงแบรนด์ Ofero กันสักนิด เขาเป็นแบรนด์จักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่กำลังมาแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2022 มีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศอินโดนีเซีย
แม้จะเพิ่งก่อตั้งในปี 2022 แต่ภายในปีเดียว Ofero สามารถขยายตลาดไปได้ทั้งใน อินโดนีเซีย ไทย ลาตินอเมริกา (โคลอมเบีย) และล่าสุดกำลังขยายไปในแอฟริกา โดยมุ่งเน้นการใช้โมเดล “Design from Scratch” คือการออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เหมาะกับถนนและนิสัยการขับขี่ของคนในพื้นที่นั้นๆ รวมถึงสินค้ามีดีไซน์สวย ทันสมัย สะดุดตา
เนื่องจากผู้ก่อตั้งมาจากสายไอที จึงต้องการสร้างจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ “พาไปส่ง” แต่ต้องเป็น “Smart Tech” ที่ใช้งานง่ายเหมือนสมาร์ตโฟน มีความทนทาน และเข้าถึงได้ทุกคน (Mass Market)

Ofero Stareer 3 lit คันนี้ เป็น จักรยานไฟฟ้า หรือ e-Bike ที่จดทะเบียนไม่ได้ มันไม่ใช่ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือ EV Bike ซึ่งผมจะต้องอธิบายก่อนว่า แม้รูปทรงมันจะ เหมือน Scooter มอไซค์ไฟฟ้า ทั่วไป แต่เกณฑ์ การที่มันแยกระหว่าง e-Bike (จักรยานไฟฟ้า) กับ EV Bike (มอไซค์ไฟฟ้า) นั้น สามารถดูได้จาก 1 เขาจะให้ขาปั่นจักรยานมาด้วย ซึ่งตามกฎหมายในบ้าน เรา ถ้าจะจดเป็น EV Bike รถจะต้องทำความเร็วได้มากกว่า 45 kmph ขึ้นไป รวมถึงมอเตอร์จะต้องมีขนาด 250W เป็นต้นไป แต่เดี๋ยวก่อน อย่าพึ่งตัดสินว่าเจ้า Ofero Stareer 3 lit คันนี้ มันจะไม่แรง ระยะทางไม่พอ เรามาไล่ดูสเป็กรถกันก่อนเลย
มันมากับดีไซน์สุดเท่ แนว Minimal Futuristic เพราะ ผู้บริหาร มาจาก แบรนด์มือถือ ชื่อดัง

ชุดไฟเป็น Full LED ด้านหน้า โปรเจ็คเตอร์คู่

ด้านหลัง เป็นเส้น LED แนวนอน

หน้าปัด Digital LCD 6″ โหมดขับขี่ปรับได้ 3 แบบ 1-3 แถมยังมีปุ่ม R เอาไว้ให้ถอยหลังได้อีก

การปลดล็อกรถได้ด้วย การ์ด NFC และ กุญแจรีโมท

ด้านหน้ามีช่องเก็บของแบบเปิด 2 ช่องขนาดใหญ่ ใส่ขวดน้ำได้ ทั้ง 2 ฝั่ง และยังมี Port USB มาให้ด้วย รวมถึงตะขอแขวนของ
รถคันนี้ ด้วยความที่ให้แบตมาจัดเต็ม 2 ลูก ทำให้ อาจจะไม่มีพื้นที่เหลือตรง Ubox เอาไว้ใส่ของ

มิติรถ
เบาะสูง 750 มม. นน. 79 กก. (แบต 1 ลูก) ถ้า 2 ลูก หนักเกือบ 90 กก.

ท่านั่ง สำหรับผู้ขี่ที่สรีระตัว ระดับ 170cm ขึ้นไป อาจรู้สึกว่า ถ้านั่งมันเบาะจมๆไป นิดต้องนั่งชันเข่าหน่อย แต่อย่างไรก็ดี รถพวกนี้เน้นขี่ชิลๆ ในหมู่บ้าน หรือ ไปในซอยที่ไม่ได้เน้นเดินทางไกลมากนัก ส่วนตัวผม ขี่ไปมา ประมาณ 10 กม. ก็ยังสบายๆ แต่ถ้า คุณแม่บ้าน หรือ คนตัวเล็ก ไม่มีอุปสรรค นอกจากนี้เบาะเป็น Memory Foam ซึ่งถือว่านุ่ม มากนั่งได้สบายก้นดีกว่ามอไซค์ทั่วๆไป หลายรุ่นเลย

ขณะที่ตำแน่งเบาะคนซ้อน ด้วยความที่มันเป็นรถไซส์ Minimal และท้ายค่อนข้างสั้น ดังนั้น พื้นที่เบาะซ้อนก็เล็กไปด้วย ใครที่ตัวใหญ่ ก้นใหญ่ นั่งก็อาจจะต้องระวังกันหน่อย

มอเตอร์แบบฮับ กำลัง 1000W TopSpeed 53kmph (หน้าปัด) วิ่งได้ 70 km/ ชาร์จ

มากับแบตเตอรี่ 48V24Ah Lithium ซึ่งให้มาถึง 2 ลูก เคลมวิ่งได้ไกลสุด 120km/ชาร์จ (รวม2ลูก)
จากการใช้งานของเรา พบกว่า Mode1 ทำความเร็วได้สูงสุดบนมาตรวัด 32kmph
Mode 2 ได้ 39kmph
Mode 3 ได้ 44 kmph ซึ่งจากการวัด GPS ก็ได้ 44kmph เท่ากัน นั่นก็เป็นเพราะ เขาล็อกความเร็วไม่ให้เกิน 45kmph นั่นเอง เพราะ มอเตอร์ขนาด 1000W ถือว่ามีความแรง พอ และการให้แบต ถึง 2 ลูก มันสามารถไปได้มากกว่านี้
ซึ่งถ้าเกิดแบต % ลดลงเรื่อยๆ ก็จะมีผลทำให้ TopSpeed ตกลงเช่นกัน

ในด้านของอัตราสิ้นเปลือง จากที่ชาร์จแบตเต็ม 100% ทั้ง 2 ลูก และบิดหมดปลอกทดสอบ TopSpeed ในแต่ละ Mode เราวิ่งไประยะทาง 1.45km ใช้แบตไป 2% ซึ่งจากที่ผม ลองคำนวณ คร่าวๆ วิ่งไปในซอย ระยะทางประมาณ 10km แบตจะใช้ไป 30% ดังนั้น ผมคิดว่า แบต 1 ลูก จะวิ่งได้จริง ประมาณ ช่วง 35-40km

เมื่อแบตหมด 1 ลูก คุณต้องเปิดเบาะ และ สับ Cut Out มาที่อีกลูกนึง ถึงใช้งานต่อได้ ซึ่งในการชาร์จ ก็จะเป็นเหมือนกัน คือ ชาร์จเต็ม 1 ลูก จะต้องสับ Cut Out ไปที่แบตอีกลูกเช่นกัน ที่ออกแบบการต่อไฟแบตแบบอนุกรม ไม่เอาแบบขนาน เนื่องจาก เน้นเรื่อง Safety เพราะ การต่อแบบขนาน เมื่อแบตทั้ง 2 ความจุ ลดลงไม่เท่ากัน จะทำให้เกิดการดึงไฟกัน เมื่อแบต 2 ลูก % เหลือไม่เท่ากัน จะเกิดการถ่ายประจุ ทำให้เซลล์แบตเสื่อม และ อาจส่งผลให้สายไฟละลายเกิดการลัดลงจรได้

อย่างไรก็ดี เราไม่ต้องกังวลกับรถคันนี้มาก เพราะ กรณีแบตหมด มันถือเป็น e-Bike หรือ จักรยานไฟฟ้า เขาจึงให้ขาปั่นมาด้วย แต่ เอาจริง คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยปั่นกัน เพราะ ขนาดมอเตอร์ 1000W ถือว่า แรงในระดับเทียบเท่ามอไซค์ไฟฟ้าได้แล้ว พละกำลังเหลือเฟือ ในการขับขี่ ดังนั้น เท้าปั่น จึงไม่จำเป็น เพราะ ถ้าจะปั่นออกกำลังกาย ด้วยความที่เป็นทรง Scooter ที่ นน.ตัวออกจะมากไปหน่อย อาจทำให้ต้องออกแรงปั่นเยอะ ไม่เหมือน รถ e-Bike ที่รูปทรงเป็นจักรยานชัดเจน

ระบบกันสะเทือน โช้กหน้าหัวตั้ง โช้กหลังสปริงคู่ เราก็ต้องบอกว่า ถ้าขี่ใช้งานทางราบเรียบ ทั่วๆไป ก็ไม่พบปัญหา แต่จากการที่ผมใช้งานในหมู่บ้าน ซึ่งจะมีลูกระนาดอยู่ เราจะพบว่า ตัวรถเตี้ย โช้กก็จะมีช่วง Stoke ที่สั้น ทำให้ ระยะยุบตัวน้อย พอผ่านลูกระนาด ก็จะยังรู้สึกว่ามันแข็งสะเทือนอยู่บ้าง

ระบบเบรก ถือเป็นไฮไลท์เลย เพราะ มากับ ดิสก์ทั้งหน้า-หลัง ขนาดจาน 180mm ซึ่งเมื่อเทียบกับรถราคานี้ ถือว่าให้มาคุ้ม เพราะ แบรนด์ EV bike เจ้าดังญี่ปุ่น ราคา คันละ แสนสาม ยังให้ดรัมหลังเลย ดังนั้น ในการชะลอความเร็วเมื่อเทียบกับสมรรถนะ นั้นถือว่า เพียงพอเหลือเฟือแล้ว

ส่วนเรื่องการกันน้ำก็เป็นแบบมาตรฐานทั่วไป ระดับ IPX5 สามารถทนต่อแรงดันน้ำ ฉีดน้ำจากทุกทิศทางได้ รวมทั้งขี่ลุยฝน ล้างรถ และลุยน้ำได้ไม่สูงเกินระดับมอเตอร์ ซึ่งถือว่าใช้งานได้จริงในหน้าฝน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ถือว่าเป็นครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้กันน้ำ 100% จึงต้องหลีกเลี่ยงการจอดตากฝน หรือแช่น้ำทิ้งไว้นานๆ

สรุป รีวิว Ofero Stareer 3 lit รถ e-Bike ที่ ถือเป็นทางเลือก เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้งานในหมู่บ้าน ในซอย ที่ไม่ได้ออกถนนใหญ่ ในวิกฤตน้ำมันแพงเช่นนี้ งบเพียง 3 หมื่นกลาง ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลย เพราะ ดีไซน์เขา เหมือน Scooter มอไซค์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังมอเตอร์ถึง 1000W และ แบต ที่ให้ถึง 2 ลูก ระยะทางวิ่งได้ จริง มี 70 กม. มันถือว่าทำได้ดีในระดับ EV Bike ช่วง งบ 5 หมื่น เลย เพียงแต่ มันโดนล็อก TopSpeed ดังนั้น ไม่ควรขี่ออกถนนใหญ่ และ ผิด กม. อีกด้วย

Ofero Stareer 3 lit ราคา 36,000 มี 3 สี ได้แก่ แดง, เทา, ดำ
หากใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่เพจ Ofero Thailand
อ่าน รีวิว เพิ่มเติมได้ที่นี่
อ่านข่าว EV เพิ่มเติมได้ที่นี่

